30 ธ.ค. 2554

ฝึกทักษะให้สมอง


หากคุณนึกไม่ออกว่าลืมแว่นตาไว้ที่ไหน หรือนึกชื่อเพื่อนร่วมงานคนใหม่ไม่ได้ แพทย์หญิงแซลดี เอส. ทัน ผู้อำนวยการศูนย์โรคความจำโรงพยาบาลเบทอิสราเอล ดีโคเนส อธิบายว่า การหลงลืมในลักษณะนี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าชีวิตของเรานั้นยุ่งเหยิงเกินไปจนขาดความใส่ใจ ความจำจึงไม่แม่นยำ อีกทั้งยังมีปัญหาในการย้อนนึก


แฮร์รี โลเรน ผู้เขียนหนังสือ จำแม่นในทุกอายุ: เคล็ดลับง่ายๆที่ช่วยให้สมองไม่แก่ แนะนำว่าควรฝึกสมองให้มีความพร้อมอยู่เสมอ เราพยายามออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรง แต่ถ้าสมองทำงานบกพร่อง ร่างกายที่แข็งแรงก็คงไร้ประโยชน์ บางคนใช้วิธีจดบันทึกอย่างเป็นระเบียบ หรือบันทึกในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น แบล็กเบอรี โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาอย่างพีดีเอ แต่ในยามที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้หรือต้องการฝึกสมอง คุณอาจต้องพึ่งเคล็ดลับช่วยจำจากผู้เชี่ยวชาญดังต่อไปนี้

ฝึกสมอง #1 เขาชื่ออะไรกันแน่

ให้ความสนใจ เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ จงตั้งใจฟังชื่อให้ดี แล้วสร้างภาพตัวสะกดชื่อของเขา หรือถามไปว่า ชื่อ วิรัตน์สะกดด้วย ช. ช้าง หรือ ตน์ ครับ จากนั้นพยายามผูกชื่อเข้ากับเรื่องราวเพื่อให้จำแม่นยิ่งขึ้น (ชื่อวิรัตน์เหมือนกับครูประจำชั้นสมัยมัธยมปลาย) เอ่ยชื่อเพื่อนบ่อยๆขณะสนทนาและก่อนล่ำลา

สร้างภาพจากชื่อ สำหรับชื่อที่จำยาก (เช่น อภิชยมณี) จงพยายามทำให้มีความหมาย เวลาพูดถึงชื่ออภิชยมณี ให้นึกถึงพระอภัยมณี และนึกภาพไปด้วย จากนั้นมองหาลักษณะเด่นของคนคนนั้น (คิ้วหนา จมูกโต) แล้วสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชื่อกับใบหน้า หากอภิชยมณีมีจมูกโต อาจลองนึกภาพพระอภัยมณีนั่งเป่าปี่บนจมูกของเขา การสร้างเรื่องตลกจะช่วยให้จำแม่นขึ้น

สร้างภาพที่น่าจดจำ ลองนึกภาพนายชัยวัฒน์ อินทนนท์ตระกูลยืนอยู่บนยอดดอยอินทนนท์ ดร. กินี เกรแฮม สกอต ผู้เขียนหนังสือ เพิ่มพลังความจำภายใน 30 วัน แนะว่า หากต้องการจำชื่อนางปทุมรัตน์ บัวสอนดี ประธานบริษัทสถาปนิก ให้ลองนึกภาพเธอกำลังถอนสายบัวทำความเคารพอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่

แอบโกงเล็กน้อย เคล็ดลับข้อนี้จะดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อคุณได้รับนามบัตรจากเพื่อนใหม่ ให้แอบจดข้อมูลบางอย่างไว้ด้านหลัง (สวมแว่นกรอบทอง บ้านอยู่ที่รามอินทรา) เพื่อช่วยเตือนความจำ

ฝึกสมอง #2 ฉันลืมแว่นตาไว้มุมไหนของโลก

พูดเตือนตัวเอง ดร. สกอตแนะนำให้ใส่ใจกับเหตุการณ์ขณะวางแว่นตาลงบนโต๊ะและพูดเตือนตัวเอง อย่างเช่น ฉันใส่กุญแจในกระเป๋าเสื้อคลุม การพูดย้ำทำให้เกิดความจำที่ชัดเจน

ฝึกให้เป็นนิสัย หาตะกร้าใบเล็กวาง บนมุมโต๊ะ ฝึกตัวเองให้วางกุญแจ แว่นตา โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือสิ่งของที่ใช้บ่อย (หรือลืมบ่อย) ในตะกร้าใบนี้ทุกครั้ง

ฝึกสมอง #3 วันนี้ฉันต้องทำอะไรบ้าง

เล่นกับความคุ้นเคย แครอล วอร์เดอร์แมน ผู้เขียนหนังสือ สมองมหัศจรรย์: 101 วิธีฝึกสมองให้เฉียบแหลมยิ่งขึ้น แนะว่า หากต้องการเตือนตนเองให้ทำกิจวัตรเดิมๆที่คุ้นเคย (เช่น เขียนบัตรอวยพร นำเสื้อไปส่งร้านซักรีด) ควรใช้วิธีเตือนที่แปลกไปจากเหตุการณ์ปกติ หากนำใบแจ้งหนี้มาวางไว้บนโต๊ะเช่นทุกครั้ง คุณก็มักจะลืมไว้ตรงนั้นและพลาดชำระหนี้ในที่สุด แต่ถ้านำกุญแจรถยนต์หรือผลไม้มาวางทับไว้ เมื่อสังเกตเห็นข้าวของอยู่ผิดตำแหน่ง คุณจะนึกได้เองว่าต้องนำใบแจ้งหนี้ไปชำระเงิน

ร้องเป็นเพลง หากต้องจดจำรายการหลายอย่าง (เช่น รายการซื้อของ หมายเลขโทรศัพท์ สิ่งที่ต้องทำในวันนั้น) วอร์เดอร์แมนแนะให้นำมาร้องเป็นเพลงที่คุ้นเคย เช่น เพลงสุขสันต์วันเกิด หรือเพลงของเด็กอนุบาล

หาเครื่องช่วยจำ ใช้วิธีสร้างประโยคที่จำง่าย หรือใช้ตัวย่อ เช่น สีทั้งเจ็ดของรุ้งกินน้ำคือ แม่คนนี้ขาวเหลืองสวยดี (ม. ค. น. ข. ล. ส. ด. เท่ากับม่วง, คราม, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง, แสด, แดง)

ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ หากต้องการจดจำรายการซื้อของ หรือสิ่งที่ต้องทำโดยไม่ใช้กระดาษกับปากกา ดร. สกอตแนะให้ใช้อวัยวะในร่างกายเป็นเครื่องช่วยจำ เริ่มจากเท้าขึ้นมาจนถึงศีรษะ หากรายการซื้อของประกอบด้วยกาว, อาหารแมว, บรอกโคลี, เนื้อไก่, องุ่น และแปรงสีฟัน ให้ลองสร้างภาพขึ้นในใจว่าเท้าของคุณเหยียบติดกาว มีแมวเกาะบนหัวเข่าร้องหาอาหาร บร็อกโคลีงอกออกมาจากกระเป๋ากางเกง เนื้อไก่ติดอยู่กับสะดือ พวงองุ่นห้อยอยู่บนหน้าอก และปากคาบแปรงสีฟัน

วิธีแบบโรมัน ดร.สกอตแนะให้ใช้ วิธีห้องโรมันซึ่งเป็นการสร้างความเกี่ยวข้องระหว่างรายการซื้อของหรือสิ่งที่ต้องทำกับสิ่งของในห้องที่คุ้นเคย ที่ทำงาน หรือเส้นทางไปทำงาน การสร้างภาพความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดจะช่วยให้จดจำแม่นขึ้น เช่น ลูกแอปเปิลห้อยมาจากโคมไฟระเบียง ธัญพืชอบกรอบกระจายอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ฟองแชมพูลอยอยู่เต็มห้องครัว และมีเนยแข็งอยู่บนเตียง

ฝึกสมอง #4 รหัสผ่านของเว็บไซต์นี้คืออะไร

สร้างภาพจากตัวเลข จินตนาการภาพตามรูปร่างของตัวเลข 0 คือลูกบอล หรือแหวน, 1 ปากกา, 2 หงส์, 3 กุญแจรัดข้อมือ, 4 เรือใบ, 5 หญิงตั้งครรภ์, 6 กล้องยาสูบ, 7 บูมเมอร์แรง, 8 ตุ๊กตาหิมะ และ 9 ไม้เทนนิส หากรหัสบัตรเงินสดของคุณคือตัวเลข 4298 ให้ลองนึกภาพว่าคุณอยู่บนเรือใบ (4) มีหงส์ (2) ตรงเข้ามาทำร้าย คุณจึงตีมันด้วยไม้เทนนิส (9) แล้วเสกให้เป็นตุ๊กตาหิมะ (8) รับรองได้ว่าภาพแบบนี้ลืมยาก

คำพ้องเสียง หากคำที่พ้องเสียง กับตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 9 (เป็ด หมายถึง 7, จิ้งจก หมายถึง 6) จากนั้นให้สร้างเรื่อง-ราวจากคำพ้องเสียง เช่น พี่ (4) ของฉันกินเป็ด (7) เพื่อฉลอง (2) ที่ได้ลูกแฝด (8)

ฝึกสมอง #5 คำพูดติดอยู่ที่ปลายลิ้น

ฝึกท่องพยัญชนะ ก ข ค... หากคุณนึกชื่อภาพยนตร์ไม่ออก ให้ท่องพยัญชนะ (ออกเสียงหรือท่องในใจ) ตามลำดับ เมื่อถึงอักษร ส ชื่อของภาพยนตร์ สุริโยทัย จะถูกกระตุ้นขึ้นมาในความคิดของคุณโดยอัตโนมัติ เคล็ดลับข้อนี้ใช้ได้ดีในห้องสอบเช่นกัน

ฝึกสมอง #6 ฉันจำเรื่องราวต่างๆไม่ได้เลย

จงอ่าน พูด เขียน (หรือพิมพ์) และฟัง หากคุณต้องการจดจำเรื่องราวหรือปาฐกถาต่างๆ จงอ่านหรือพิมพ์เนื้อเรื่องในคอมพิวเตอร์ ขั้นต่อไป ให้อ่านออกเสียงดังๆและบันทึกไว้ แล้วเปิดฟังซ้ำวันละหลายรอบ ขณะคุณท่องจำ อย่าลืมปิดโทรทัศน์ ถอดหูฟังเครื่องเล่นเอ็มพี3 และปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสมาธิ

ใช้สี ใช้ปากกาสีขีดเส้นใต้ หรือวงข้อความสำคัญต่างๆที่อยากเน้นเป็นพิเศษ (เนื้อหาที่ขีดเส้นใต้สีแดงมักทำให้คุณจำแม่นกว่าตัวอักษรทั่วไป)

สร้างแผนที่ สร้างภาพสี่แยกในใจ โดย นำข้อความ คำพูด หรือตัวเลขที่จะช่วยเตือนความจำใส่ไว้ตามมุมถนน



Credit : http://www.readersdigestthailand.co.th/article/2383/




26 ธ.ค. 2554

บริหารสมองแบบ “นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์“


รู้หรือไม่ สมองก็ต้องการออกกำลังกายไม่แพ้ร่างกายเหมือนกัน เพื่อให้สมองสามารถทำงานได้คล่องแคล่ว ฉับไว คิดได้เร็ว มีความจำดี ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งต้องให้ความสำคัญ


การบริหารสมองสามารถทำได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ยิ่งหมั่นบริหารบ่อย ๆ เท่าไหร่ การทำงานของสมองก็จะเสื่อมช้า ไม่เป็นโรคสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ ก็เหมือนร่างกายของคนเรานั่นเอง หากออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะทำให้มีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย

ดังนั้นวิธีการป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมที่ดีที่สุด คือการรักษาความดันโลหิต อย่าให้มีไขมันในเลือดสูง ออกกำลังสมอง ไม่เครียด และเข้าร่วมสังคม จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ไม่เสื่อมสภาพเร็ว

การออกกำลังสมอง หรือ "นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์" (Neurobics Exercise)

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนันทิกา ทิวชาชาติ ภาคจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การออกกำลังสมอง หรือ "นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์" นั้น จะเป็นการฝึกให้สมองส่วนต่าง ๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน ทำให้ระบบการทำงานของสมองและมีพลังขึ้น เพราะเมื่อมีการออกกำลังสมองบ่อย ๆ สมองก็จะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์ (Neurotrophins) ที่เปรียบเหมือน "อาหารสมอง" ที่ทำให้เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ "เดนไดรต์" (Dendrite) ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโต และเซลล์สมองแข็งแรง

และเมื่อเซลล์สมองแข็งแรง ก็จะทำให้เกิด "พุทธิปัญญา" (Cognitive Function) ที่หมายถึงความจำ สมาธิ การรับรู้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออก รวมไปถึง "การทำงานระดับสูง" (Executive Function) คือ การคิด การแก้ไขปัญหา การตัดสินใจ และการวงแผนที่ดีขึ้น ทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อมได้

หลักการทำงานของการออกกำลังสมอง หรือ นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า เกิดจากการกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Organs) ซึ่งได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส รวมไปถึงส่วนที่ 6 คือ อารมณ์ (Emotional Sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน เราสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ด้วยการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราเป็นตัวช่วย เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการให้ต่างไปจากเดิมเท่านั้น

ยกตัวอย่าง เช่น ปกติเราถนัดมือขวา หยิบจับอะไรก็จะใช้มือขวา ลองเปลี่ยนมาใช้มืออีกข้างทำแทน เนื่องจากพฤติกรรมการรับรู้ต่าง ๆ เกิดจากทำงานประสานกันระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา ถ้าเราใช้แต่เพียงมอขวาเพียงข้างเดียว สมองด้านซ้ายซึ่งบังคับมือขวาจะได้รับการถูกกระตุ้นเพียงข้างเดียว แต่สมองส่วนขวาที่บังคับมือซ้ายไม่ค่อยได้ทำงาน และอาจเสื่อมไปได้ ดังนั้น การฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยมือซ้ายจะช่วยให้สมองส่วนขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการออกกำลังสมองแบบง่าย ๆ ทำได้ดังนี้

ถ้าอยู่บ้าน ลองทำกิจกรรมเหล่านี้ดู

-ปิดตาทำกิจกรรม เช่น ปิดตาอาบน้ำ ปิดตาดูทีวี เพื่อเปลี่ยนความเคยชินในการรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเดิม ๆ ในที่นี้คือการฝึกประสาทสัมผัสในด้านการได้ยิน

-ปิดไฟในห้องแล้วใช้มือคลำ เพื่อกระตุ้นประสาทในส่วนสัมผัส

-สลับกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำตั้งแต่ตื่นนอน เช่น จากที่อาบน้ำก่อนกินข้าว ก็เปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อนอาบน้ำ จะทำให้สมองใช้พลังงานในการทำสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าตอนที่ทำกิจกรรมเดิม ๆ

ระหว่างเดินทาง ก็บริหารสมองไปด้วย

-ไม่เปิดแอร์ แต่เปิดกระจกขณะขับรถ เลือกบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ซักนิด เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น

-เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน หรือเปลี่ยนวิธีการเดินทางดูบ้าง เพราะวิวทิวทัศน์ กลิ่น และเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นสมองชั้นนอกและฮิปโปแคมปัสให้สร้างแผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง เป็นการเพิ่มการทำงานของสมองให้มากกว่าปกติด้วย

ขณะทำงานก็ฝึกสมองได้

-เปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของบนโต๊ะทำงาน เพื่อสร้างภาพใหม่ ๆ ในสมอง เพิ่มการทำงานของสมองให้มากขึ้น เพราะไม่คุ้นชิน ทำให้สมองต้องเรียนรู้มากขึ้น

-พุดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย ทั้งการจำใบหน้า น้ำเสียง หรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น เป็นการเติมข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับสมอง ทั้งนี้รวมถึงการชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ เช่นกัน

-หากิจกรรมสนุก ๆ ทำ เพื่อการพัฒนาสมองทั้งซีกขวาและซีกซ้าย

นอกจากนี้วิธีการบริหารสมองที่กล่าวมาข้างต้น สามารถทำอย่างอื่นที่เป็นการฝึกพัฒนาสมองได้อีก เช่น วาดรูป สเก็ตช์ภาพต่าง ๆ จะเป็นการฝึกด้านจิตนาการให้กับสมอง ทำงานฝีมือ หรือประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ฟังเพลงภาษาต่าง ๆ เพื่อฝึกความสามารถด้านภาษาของสมองเพิ่มเติม หรือแม้แต่การเล่นปริศนาอักษรไขว้ เป็นต้น








8 สิ่งที่คนญี่ปุ่นนึกถึงช่วงวันปีใหม่

8 สิ่งที่คนญี่ปุ่นนึกถึงช่วงวันปีใหม่


เรื่องโดย : The 8th Ronin



あけましておめでとうございます!(Akemashite omedetou gozaimasu)

ก่อนที่จะกล่าวประโยคข้างบน ซึ่งแปลว่า "สวัสดีปีใหม่" ได้เต็มปากเต็มคำ รู้หรือเปล่าว่าพอถึงปีใหม่คนญี่ปุ่นเขานึกถึงอะไรกันบ้าง อ๊ะ! ขอแบบเป็นงานเป็นการกันหน่อยนะ ประมาณว่า...ควงแฟนไปสวีทบนหอคอยโตเกียวทาวเวอร์ อันนั้นเอาเก็บไว้คุยกันรอบหน้า^^

ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (ประมาณกลางเดือนธ.ค. ถึงกลางเดือนมกราคม) เราจะได้เห็นสิ่งของที่ไม่ค่อยชินตาคนไทยส่วนใหญ่หลายอย่าง รวมถึงกิจกรรมอีกหลายรูปแบบที่คนญี่ปุ่นจะทำกันในช่วงนี้ ขอเสนอ 8 สิ่งที่เราจะเห็นในญี่ปุ่นช่วงปีใหม่



อย่างแรกเป็นของประดับบ้านช่วงปีใหม่ของญี่ปุ่นเรียกว่า Kadomatsu (門松)


Kadomatsu ทำจากไม้ไผ่และกิ่งสน อาจจะเพิ่มเติมสิ่งของมงคลอย่างอื่นไปบ้างแล้วแต่รสนิยมของแต่ละท้องถิ่น แต่โคโดมัตสึจะถูกจัดวางไว้สองฟากฝั่งประตู บริเวณทางเข้าบ้าน หรืออาคารสำนักงาน เพื่อต้อนรับเทพเจ้าแห่งวันปีใหม่ที่จะนำความสุขและความโชคดีลงมาสู่โลกมนุษย์ในปีใหม่



 ของแต่งบ้านช่วงปีใหม่นั้นก็มีอีกอย่าง เรียกว่า Kagamimochi (鏡餅)


Kagamimochi เป็นของแต่งบ้านปีใหม่ ที่ทำออกมาเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งวันปีใหม่ โดยจะจัดวางไว้ที่ Tokonoma ซึ่งเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ถูกจัดไว้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้าน Kagamimochi นั้นจะมีโมจิกลมๆ สองลูกวางซ้อนกันอยู่ (ตัวแทนพระจันทร์กับพระอาทิตย์) เมื่อพ้นช่วงปีใหม่ไป ประมาณวันที่ 11 มกราคม โมจิทั้งสองลูกก็จะถูกกินเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับคนในบ้าน

 อย่างต่อมา นักช้อปทั้งหลายคงจะชอบ เรียกว่า Fukubukuro (福袋)หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Lucky Bags (ถุงนำโชค) นั่นเอง


Fukubukuro ส่วนใหญ่จะรวมสินค้าหลายๆ อย่างไว้ภายใน ผู้ซื้อจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรอยู่บ้าง แต่มูลค่าของสินค้ามักจะมากกว่าราคาที่จ่ายไป 2 - 3 เท่า (จากราคาขายปลีก) ปกติก็จะมีการจำหน่ายเจ้าถุงนำโชคนี่กันในวันที่ 2 หรือ 3 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ห้างร้านต่างๆ เปิดเป็นวันแรกของปี ซึ่งก็ดีเพราะลูกค้าจะได้มีโอกาสลุ้น "โชคดี" ของตัวเองรับปีใหม่กันด้วย

อย่างที่สี่ เข้าสู่หมวดของกินกันแล้ว เรียกว่า Osechi-ryori (お節料理)


อาหารปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น เพื่อนำโชคดีและสุขภาพแข็งแรงมาให้ในปีใหม่ แต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่นก็จะมีสไตล์เป็นของตัวเอง ส่วนประกอบของอาหารแต่ละอย่างก็จะมีความหมายดีๆ พิเศษๆ ทั้งนั้น ซึ่งอาหารจะถูกจัดวางอย่างสวยงามภายในกล่องอาหาร อาจจะเป็นกล่องใหญ่ชั้นเดียว หรือขนาดย่อมๆ หน่อยแต่หลายชั้นก็ได้ เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวรวมถึงแขกที่มาอวยพรปีใหม่ได้รับประทานร่วมกัน

 อย่างที่ห้า ยังคงเป็นอาหารมงคลช่วงปีใหม่ เรียกว่า Zoni (雑煮)


Zoni เป็นซุปโมจิใส่เนื้อไก่ ปลาและผักต่างๆ ส่วนประกอบและรสชาติก็จะต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ (แต่แอบส่วนตัวนิ๊ดนึง ก็ถ้าเป็นอาหารมงคลช่วงปีใหม่ของญี่ปุ่น จะชอบกินเส้นโซบะปีใหม่ที่เรียกว่า โทชิโคชิโซบะ (Toshikoshi soba 年越し蕎麦) มากกว่า มีความหมายดีเหมือนกัน ประมาณว่าเจริญรุ่งเรืองและอายุยืนยาวนาน เรื่องของเรื่องก็คือเราว่ามันกินง่ายกว่าซุปโมจิอ่ะ^^)


 อย่างต่อไป มารู้จักกับ ส.ค.ส ฉบับญี่ปุ่นกันบ้าง เรียกว่า Nengajo (年賀状)


อันที่จริง Nengajo ก็เป็นการ์ดธรรมดาๆ ที่ส่งไปอวยพรปีใหม่ให้กับญาติพี่น้อง เพื่อน และเจ้านายนั่นแหล่ะ ชาวญี่ปุ่นจะส่งการ์ดนี้กันก่อนสิ้นเดือนธันวาคม แต่จุดเด่นของ Nengajo ก็คือทางไปรษณีย์เขาจะรีบจัดส่งให้ถือมือผู้รับทั้งหมดในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งคงจะทำให้ผู้รับมีความสุขกับคำอวยพรปีใหม่กันมากทีเดียว แถมบน Nengajo แต่ละใบก็จะมีตัวเลขกำกับอยู่ด้วย ใครโชคดีอาจจะถูกรางวัลพิเศษได้โชคใหญ่รับปีใหม่เลยก็ได้ (ส.ค.ส. แบบนี้อยากได้กันใช่มั้ยล่ะ)


 อย่างที่เจ็ดนี้ เด็กๆ จะชอบกันมาก เรียกว่า Otoshidama (お年玉)


Otoshidama ก็คือเงินปีใหม่ ประมาณอั่งเปาของชาวจีน เด็กๆ จะได้รับจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา เป็นเงินรางวัลที่ปีที่แล้วเป็นเด็กดี และหวังว่าปีใหม่จะทำตัวเป็นเด็กดียิ่งๆ ขึ้นไป อารมณ์ก็จะประมาณนั้น...


อย่างสุดท้ายนี้ ใครๆ ก็ทำกันช่วงปีใหม่ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็ไม่พลาด นั่นคือ Hatsumode (初詣)


Hatsumode ก็คือการไปวัดหรือศาลเจ้าเพื่อขอพรปีใหม่นั่นเอง ใครอยากให้ปีใหม่เป็นปีที่ดี มีโชค มีลาภ สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จะขออะไรก็จัดหนักกันไปตั้งแต่วันปีใหม่เลย ซึ่งศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นนิยมไปขอพรปีใหม่กันมาก ก็เห็นจะเป็นศาลเจ้าอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ศาลเจ้าอิเสะ (Ise Jingu) รวมถึงศาลเจ้าอิซุโมะ (Izumo Taisha) และศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu)


เห็นได้ชัดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คนญี่ปุ่นเชื่อว่า ถ้าทำแล้วจะปัดเป่าโชคร้าย นำสิ่งดีๆ และความสุขมาให้ทีนี้ ถ้าได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปีใหม่ เราก็จะ enjoy กับบรรยากาศได้อย่างเต็มที่เต็มอารมณ์แล้วละนะ ขอให้ あけましておめでとうございます! กันถ้วนหน้าจ้ะ



ที่มา: http://yokosoen001.clublog.jp/e25422.html



เปปไทด์ vs สิวอักเสบ

สิวอักเสบ สาเหตุก่อให้เกิดรอยแผลเป็นจากสิว

สิว (Acne) คือภาวะผิดปกติของผิวหนังที่พบได้บ่อยมาก ประมาณร้อยละ 80 ของประชากรต้องเคยเป็นสิวในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต สิวอาจมีลักษณะเป็นตุ่มไขมัน หรือไขมันอุดตัน ที่อาจมีการอักเสบร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ หากมีการอักเสบร่วมด้วย อาจมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ตามระดับของการอักเสบ

ปัญหาหลักชนิดหนึ่งที่เกิดจากสิวก็คือ ภาวะแผลเป็นจากสิว ร่องรอยหรือหลุมสิว เป็นที่ทราบกันดีว่า แบคทีเรียที่ชื่อ P. acne เป็นแบคทีเรียที่มักพบในคนที่เป็นสิว และแต่ละคนจะมีความไวต่อแบคทีเรียชนิดนี้ไม่เท่ากัน คนที่มีความไวต่อแบคทีเรียชนิดนี้มาก แบคทีเรียก็อาจก่อให้เกิดการอักเสบได้มากตามไปด้วย

การอักเสบของสิวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเสมอไป แต่อาจเป็นภาวะอักเสบที่เกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อ เช่น การบีบ หรือกดสิว

นอกจากนี้แม้เราจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถลดการอักเสบ เนื่องจากกระบวนการอักเสบได้เกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นในปัจจุบันการรักษาสิวนอกจากจะมุ่งกำจัดเชื้อแบคทีเรียแล้ว เรายังต้องให้ความสำคัญกับการลดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบสิวด้วย เพราะถ้าเราสามารถควบคุมกระบวนการอักเสบได้ก็จะทำให้ช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็น หรือหลุมสิวลงได้นั่นเอง



ยาปฏิชีวนะ vs สิวอักเสบ


การรักษาสิวอักเสบโดยการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อมุ่งทำลายเชื้อแบคทีเรีย แม้จะมีผลลดการอักเสบของสิวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ก็ไม่มีผลในการลดกระบวนการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งยาปฏิชีวนะมักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการดื้อยา และมักก่อให้เกิดรอยแผลเป็น หรือหลุมสิวเนื่องจากเนื้อเยื่อถูกทำลาย เพราะการอักเสบไม่ได้ถูกทำให้บรรเทาลง

เปปไทด์ vs สิวอักเสบ

ปัจจุบันมีการพยายามค้นหาสารออกฤทธิ์ใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการทำลายเชื้อแบคทีเรียไปพร้อมกับออกฤทธิ์ลดการอักเสบ พบว่าสารเปปไทด์ (Peptide) จากเอนไซม์บางชนิด(1) เช่น

ไลโซไซม์ ซึ่งเป็นเปปไทด์ที่มีอยู่ในสารคัดหลั่งในร่างกายมนุษย์ สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียด้วยการทำให้เซลล์ของเชื้อแบคทีเรียแตกสลาย โดยการเจาะผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งยังพบว่ามีส่วนช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อได้เป็นอย่างดีอีกด้วย



 
 
Peptide vs Anti-Aging


เราได้พูดถึงการนำไลโซไซม์มาใช้เพื่อแก้ปัญหาการอักเสบและการติดเชื้อไปแล้วนั้น ด้วยคุณสมบัติพิเศษ ไลโซไซม์ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารที่มีฤทธิ์ย่อยสลายโปรตีน จึงถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็นจากสิว ปัจจุบันในต่างประเทศ มีการนำไลโซไซม์มาใช้ในผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย ลดรอยแผลเป็นอย่างแพร่หลาย เนื่องจาก สารไลโซไซม์ มีราคาสูง และมีความซับซ้อนในแง่การผลิต จึงนิยมนำไปใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ลดริ้วรอย โดยมุ่งประโยชน์เป็นสารที่ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ (Anti-aging) และถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการตลาดที่สูง มากกว่าที่จะใช้แค่ในการลบรอยแผลเป็นจากสิว

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขระบุให้เครื่องสำอางทุกชนิดต้องระบุสารที่ใช้ในเครื่องสำอางบนฉลากชัดเจน

โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนั้นหากผู้บริโภคมีความเข้าใจ และสามารถสังเกตได้ว่า มีสารชนิดใดบ้างอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ตนเองใช้ ก็จะสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้มากยิ่งขึ้น






[1] www.research.ucla.edu/tech/ucla05-351.htm
ผศ.ดร.อัษฎางค์ พลนอก
ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก 65000




หลากคำถาม โรคลำไส้แปรปรวน - โรค IBS

ปวดแสบแน่นท้อง ไม่สบายท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก หรือท้องเสียบ่อย ๆ อาจเป็นอาการของโรคไอบีเอส ซึ่งผู้หญิงมักเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย วันนี้มารู้จักโรคไอบีเอส หรือลำไส้แปรปรวนกัน


โรคกระเพาะอาหาร และลำไส้แปรปรวน เป็นอย่างไร

ถ้าอาการเป็นเพียงที่กระเพาะอาหาร ก็เรียกกระเพาะอาหารแปรปรวน หรือบ้างก็เรียกลำไส้แปรปรวน ถ้าอาการเด่นเรื่องการขับถ่ายผิดปกติ หรืออาการทางลำไส้ ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Irritable Bowel Syndrome (IBS) จะขอเรียกทับศัพท์ว่า โรคไอบีเอส

โดยโรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยมากทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ถ้าสังเกตดี ๆ อาจพบคนเป็นโรคนี้อยู่รอบ ๆ ตัวเราได้ อย่างเช่น บางคนเมื่อเจอความเครียด หรือตื่นเต้นจะขึ้นเวทีร้องเพลง ปราศรัย ก็จะมีอาการปั่นป่วนท้อง บางคนทานอาหารเผ็ดเปรี้ยว หรือนมก็ปวดท้อง ต้องรีบเข้าห้องน้ำ ถ่ายเละ ๆ ครั้งสองครั้งแล้วก็หายเอง

แล้วคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการอย่างไร

อาการของโรคไอบีเอส แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มอาการคือ

1. มีอาการปวดท้อง ไม่ว่าจะเป็นแสบ แน่น อืด ลมเยอะ บีบมวน หรือผสมกัน หรือเพียงรู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้อาเจียน

2.อาจมีการขับถ่ายผิดปกติร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นท้องผูก ท้องเสีย ต้องรีบเข้าห้องน้ำถ่าย หรือถ่ายบ่อย

ในปัจจุบันยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากอะไรแน่นอน แต่พบว่ามีสิ่งกระตุ้นได้ โดยเฉพาะความเครียด โรคนี้ตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ ในสมัยก่อนจึงเรียกโรคนี้ว่า เครียดลงกระเพาะอาหารและลำไส้ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวน เพราะสิ่งที่กระตุ้นไม่ได้มีเพียงเฉพาะความเครียด อาจเกิดจากการทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด มันจัด นม ชา กาแฟ น้ำอัดลม สุรา บุหรี่ ยาบางอย่าง หรือความเจ็บป่วยบางอย่างก็กระตุ้นให้เกิดอาการได้

เมื่อตรวจละเอียดแล้ว ไม่เกิดความผิดปกติของโครงสร้างที่อธิบายอาการได้ แต่พบความผิดปกติของหน้าที่ อย่างเช่น บีบตัวน้อยหรือมากผิดปกติบางครั้งบางคราว หรือรับรู้ผิดปกติ เช่น แสบท้อง เหมือนมีแผล แต่ตรวจแล้วไม่มีจริง บางครั้งบางคนเรียนรู้เองโดยธรรมชาติแล้วนำมาเป็นข้อดีก็ได้ อย่างเช่น ดื่มกาแฟ หรือสูบบุหรี่ตอนเช้าก่อนเข้าห้องน้ำ แล้วทำให้ถ่ายง่ายโล่งสบายไปทั้งวัน

โรคลำไส้แปรปรวนอันตรายต่อชีวิตไหม

ไม่อันตรายถึงกับชีวิต และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ด้วย เว้นแต่ท้องผูกเรื้อรังนาน ๆ ที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ แต่ต้องขอย้ำว่า จำเป็นต้องผ่านการตรวจละเอียดก่อนว่า ไม่มีโรคอื่นซ่อนอยู่ที่หลอกอาการคล้าย ๆ กัน ก่อนที่จะสรุปว่าเป็นโรคนี้ ไม่ใช่ทึกทักเองว่าเป็นโรคไอบีเอส

โรคนี้เป็นเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ทั้งชีวิต ความรุนแรงของโรคหลากหลายมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้รู้สึกรำคาญได้ กลุ่มนี้มักไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะเป็นมานาน ชินกับอาการเหล่านี้ และคิดว่าเป็นปกติของตัวเราเองมากกว่า บางคนมีอาการมาก ต้องปรึกษาแพทย์ นอนโรงพยาบาลบ่อย ๆ ก็มี

มีโรคอื่นไหมที่มีอาการคล้าย ๆ กัน

มีเยอะเลย โดยเฉพาะแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ กระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี มะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ ตับอักเสบ มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน โรคเหล่านี้ในช่วงแรก ๆ จะมีอาการคล้ายกับโรคไอบีเอสได้

จริงหรือที่ว่า โรคลำไส้แปรปรวนมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

โดยสถิติเป็นอย่างนั้น แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเพราะอะไร เชื่อว่าเพราะเป็นความละเอียดอ่อนทางความคิด หรืออารมณ์ในผู้หญิงอาจมีมากกว่าผู้ชาย ผู้ชายก็มีความเครียดเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยหมกมุ่นวิตกกังวลมากเท่าผู้หญิง และมักมีทางระบายออกได้มากกว่า

มีวิธีรักษาโรคลำไส้แปรปรวนอย่างไร

โดยทั่วไปมี 2 วิธีร่วมกัน คือ หนึ่งการให้ยารักษาเมื่อมีอาการ โดยการปรับยาให้เหมาะสมกับอาการครั้งนั้น ๆ ซึ่งอาการอาจมีการเปลี่ยนแปลงสลับไปมาได้ ยาใช้รักษาแต่ไม่ป้องกัน จึงจำเป็นต้องมีข้อสองร่วมด้วย คือการป้องกัน

แล้วการทานยาระบายจะช่วยได้ไหม

ช่วยได้ แต่ควรนาน ๆ ครั้ง ถ้าทานเป็นประจำนาน ๆ ก็จะติดยาได้ ควรฝึกในเรื่องอาหาร และการขับถ่ายตามที่อธิบายเบื้องต้นตลอดชีวิต เพื่อเป็นการป้องกันระยะยาว แต่บางรายท้องผูกรุนแรงมาก จึงจำเป็นต้องใช้ยาในระยะยาวก็มี

คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวนอยู่ในวัยใด

หลากหลายอายุ ที่พบบ่อยคือผู้หญิง ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยกลางคน

แล้วหวัดลงกระเพาะจะมีอาการอย่างไร บางครั้งดูคล้ายโรคไอบีเอสด้วยหรือไม่

อาจมีอาการคล้ายโรคไอบีเอส แต่มีอาการของไข้หวัดร่วมด้วย โดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ควรเรียกว่าเป็นโรคไอบีเอส เพราะมีสาเหตุชัดเจน ควรจะเรียกว่า กลุ่มอาการของการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดมากกว่า เมื่อไข้หวัดหาย อาการเหล่านี้ก็จะหายไป

ข้อแนะนำจาก นพ.พงษ์สิทธิ์ วงศ์กุศลธรรม สาขาอายุรกรรมโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ในคนไข้ที่มีอาการปวดท้อง หรือขับถ่ายผิดปกติ ถ้าเป็นบ่อย หรือเป็นมานานแล้ว หรือใช้ยารักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น ควรจะตรวจหาให้ละเอียดว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ เพราะบางครั้งอาจเกิดจากโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ก็ได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือมีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือตับ เพราะโรคเหล่านี้อาการเบื้องต้นอาจคล้ายกับโรคไอบีเอสได้ หรือมีอาการที่ชวนสงสัยว่า เป็นโรคร้าย อย่างเช่น เบื่ออาหาร ผอมลง ถ่ายหรืออาเจียนมีเลือดปน ถ่ายมีมูก ถ่ายผูกสลับเสีย

คนเรามักเหมาคิดไปเองว่า เครียดลงกระเพาะลำไส้ เมื่อทิ้งไว้นานเกินไปแล้วมาตรวจภายหลัง ก็อาจเจอโรคมะเร็งซ่อนอยู่ในระยะสุดท้าย ซึ่งยากต่อการรักษาและเปลี่ยนอนาคตได้

วิธีป้องกันโรคลำไส้แปรปรวน

พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าวข้างต้น และพบว่าสิ่งกระตุ้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน ต้องสังเกตตัวเองก่อนว่า มีอะไรบ้างที่กระตุ้นให้เกิดอาการ แล้วพยายามเลี่ยงสิ้งนั้น ที่ยากสุดคือความเครียด ซึ่งมีทั้งรู้ตัวและซ่อนเร้น และบางครั้งมาเร็วจนปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการเสียก่อน แต่ก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะทานยาก็ทำให้อาการทุเลาลงได้ และมีการปฏิบัติตัวเสริม เพิ่มเติมในผู้ป่วยที่ท้องผูก 5 ข้อ

1.ทานผักและผลไม้ให้มากในแต่ละวัน โดยควรแบ่งทานน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ควรทานมากในครั้งเดียว เพราะอาจทำให้แน่นท้องได้

2.ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อให้อุจจาระนุ่ม

3.ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหว

4.ขับถ่ายให้เป็นเวลา ลำไส้คล้ายสุนัข ฝึกได้ ควรตั้งเวลาเพื่อการถ่าย อย่างเช่น 7 โมงเช้าต้องเข้าห้องน้ำ ในช่วงแรกอาจไม่รู้สึกปวดถ่าย แต่เมื่อทำเป็นประจำจะมีความรู้สึกปวดถ่ายมากขึ้น และถ้าระหว่างวันปวดถ่ายอีก ก็ควรเข้าห้องน้ำอีก ไม่ควรกลั้นไว้นาน

5.นั่งถ่ายให้นานพอ เพื่อไม่ให้มีอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้ เพราะหากตกค้างนาน ๆ จะทำให้อุจจาระแข็งขึ้นได้ นอกจากนี้ เมื่ออุจจาระสะสมนานวันเข้าก็จะท้องอืด แน่นท้อง ท้องป่องได้



คันหู คู่โรค


อาการคันหูไม่เข้าใครออกใคร ความทรมานขึ้นอยู่กับคันมากคันน้อย ถ้าคันพอสังเขปเป็นรสชาติชีวิต แต่ถ้าคันยิกลิงเข้าก็เอาเรื่อง


มุมสุขภาพ วันนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกเล่าถึง อาการ คัน ยิ่งถ้าเป็นอวัยวะที่มีซอกหลืบเยอะอย่าง หู ก็มักตีคู่มากับการเกา และขั้นกว่าคือมีเครื่องมือช่วย นั่นคือ ไม้แคะหู อุปกรณ์คู่มือยิ่งเกายิ่งมัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา และยิ่งเละ




เพราะการลากไม้แคะไปในท่อหูอ่อนๆ แต่ละครั้งจะทำให้เกิดรอยแผลเล็กๆ ขึ้นมากมายโดยเราไม่รู้ตัว



ปรากฏการณ์เจ็บๆ คันๆ ยันหูอื้อจำต้องมีผู้ร้ายที่ต้องหาให้เจอ เพราะบางทีถ้าเผลอไปคันเอาสุ่มๆจะเป็นเรื่องเนื่องด้วยหูเป็นอวัยวะซับซ้อนไม่ได้ใช้กั้นสมองอย่างเดียว หากแต่ช่วยในการทรงตัวให้เรายืนอยู่ติดพื้นได้ ถ้าเกิด หูพัง หรือ หูดับ จากเส้นประสาทขึ้นมาแล้วจะมีผลต่อการเดินดินของเรามากเลย



ซึ่งนับไปมาแล้วก็มีผู้ร้ายใกล้หูอยู่มากพอดู เริ่มจาก แคะหูถี่ มีตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาคือ ไม้แคะหู ถ้าเป็นไม้ธรรมดาก็ยังพอว่า แต่ถ้าหาไม้ไม่ได้แล้วจำต้องใช้ของใกล้ตัวอย่าง เส้นผม หรือ ไม้จิ้มฟัน แล้วละก็มีสิทธิ์ หูป่วย ได้เร็วขึ้น โดยเป็นได้ตั้งแต่รูหูอักเสบไปจนถึงแก้วหูทะลุหนองทะลัก วิธีแก้คืออย่าแคะหูถี่ไป โดยเฉพาะหลังอาบน้ำหูแฉะใหม่ๆ ไม่ควรแคะทันทีและถ้ามีอาการเจ็บๆ คันๆ ก็อาจต้องให้คุณหมอช่วยส่องดูสักนิด เพราะอาจมีเชื้อราแพร่พันธุ์อยู่



มีอุบัติเหตุ นอกจากการถูกกระทบกระแทกหูอย่างแรงจากการตกตึก, รถชน, ถูกสัมผัสบ้องหูด้วยหลังมือ แล้วอุบัติเหตุร้ายที่ทำลายหูที่สำคัญคือ เสียง ครับ เสียงที่ดังเกิน 70 เดซิเบล (บ้านอยู่ติดถนนก็ใช่แล้ว) ก็เริ่มทำลายการได้ยินของหู ถ้าดังมากเกิน 100 เดซิเบลจะทำลายประสาทหูชั้นในจนทำให้หูดับอย่างถาวรได้ การใช้หูฟังก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะหูฟังชนิดเสียบเข้าไปลึกล้ำแทบถึงก้านสมอง ต้องพักหูบ้าง



ว่ายน้ำบ่อย ฉลามน้อยฉลามใหญ่แต่ไม่ใช่ฉลามบกมักมีปัญหา หูแฉะ เพราะแคะหูหลังว่ายน้ำ และน้ำนั่นเองที่เป็นตัวทำให้ หูเปื่อย โดยเฉพาะท่อหูส่วนนอก นักว่ายน้ำเป็นกันมาก เรื่อง หูส่วนนอกอักเสบ (External Otitis) จนฝรั่งตั้งชื่อให้โรคนี้ว่าเป็นโรคหูนักว่ายน้ำ (Swimmer s ear) อาการที่ว่าอาจเป็นในคนที่เพิ่งว่ายน้ำใหม่ๆ ก็ได้ เกิดจากหูเปียกแล้วมือไม่อยู่สุขไปแคะเข้า



และ ร้อยภูมิแพ้ แก้ไม่ยากหาก คุมแพ้ ให้อยู่หมัด อาการภูมิแพ้สามารถขึ้นไปจมูก, ลูกตา และหูได้ทำให้คันยุบยิบเชียว ท่านที่ขึ้นเครื่องบินจะสังเกตได้ว่าเวลาเครื่องขึ้นหรือลงจะมีเสียงเด็กร้องฟีเจอริ่งเข้ามาด้วยเสมอ เพราะอาการตันที่ท่อหูจากภูมิแพ้ทำให้เจ็บปวดมากเวลาเครื่องบินเปลี่ยนระดับจากความดันอากาศข้างใน ให้คุมโรคแพ้ด้วยการออกกำลังกับกินอาหารต้านแพ้จะช่วยได้มาก



ที่สำคัญการ แก้ด้วยยา ยาไม่ใช่ทางออกของร้อยโรคเสมอไป ยากินหลายอย่างที่ทำลายหูโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อกลุ่มแบคทีเรียทางเดินปัสสาวะและทางเดินอาหาร หรืออย่างยาฆ่าเชื้อ วัณโรค อย่างสเตร็ปโตมัยซินฉีดแล้วก็ทำให้ประสาทหูเสียได้ บางรายมีเสียงวิ้งๆหึ่งๆ น่ารำคาญเหมือนมีสถานีวิทยุหรือวงมโหรีไม่ได้รับเชิญอยู่ในหัว ฟังมากๆ พาลจะเป็นโรคประสาทเอา บางครั้งแม้หยุดยาแล้วอาการก็ยังไม่หายเพราะประสาทหูเสียถาวรไปแล้ว อยากขอวอนให้ใช้ยาตามความจำเป็น



 
 
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์







ฤกษ์ออกรถปี 2555


ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนมกราคม


คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมกราคม ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 มกราคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมกราคม ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 มกราคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมกราคม ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 17 มกราคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมกราคม ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 มกราคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมกราคม ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 มกราคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมกราคม ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 มกราคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมกราคม ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 มกราคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข ป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนกุมภาพันธ์

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการ

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนมีนาคม

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมีนาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมีนาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมีนาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมีนาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมีนาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมีนาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมีนาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนเมษายน

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนเมษายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 เมษายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนเมษายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนเมษายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนเมษายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนเมษายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 เมษายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนเมษายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนเมษายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 4 เมษายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนพฤษภาคม

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤษภาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤษภาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤษภาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤษภาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤษภาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤษภาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤษภาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนมิถุนายน

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมิถุนายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมิถุนายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมิถุนายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมิถุนายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมิถุนายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมิถุนายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนมิถุนายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนกรกฎาคม

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกรกฎาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือวันเสาร์ที่ 28 กรกฏาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกรกฎาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 13 กรกฏาคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกรกฎาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 31 กรกฏาคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกรกฎาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 13 กรกฏาคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกรกฎาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 31 กรกฏาคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกรกฎาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 31 กรกฏาคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกรกฎาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 28 กรกฏาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนสิงหาคม

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนสิงหาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนสิงหาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนสิงหาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนสิงหาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนสิงหาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนสิงหาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนสิงหาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนกันยายน

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกันยายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 12 กันยายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกันยายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกันยายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกันยายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกันยายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือวันพุธที่ 12 กันยายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกันยายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือวั นพุธที่ 12 กันยายน 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกันยายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2555 เป็นภูมิปาโลฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความมั่นคงในหลักฐาน ที่มีความก้าวหน้าในการประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นอย่างดี จะเป็นรถประจำตำแหน่ง ข้าราชการ กระทรวง ทบวงกรม ต่าง ๆ จะเดินทางไกล ใกล้ก็ขับขี่ด้วยความปลอดภัยดี

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนตุลาคม

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนตุลาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2555 เป็นเทศาตรีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความก้าวหน้าใน ประเภทธุรกิจต่างๆที่มีการสัญจรเสมอ ๆ ที่ต้องใช้รถเป็นประจำ จะมีความมั่นคงในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้มีหลักฐานหลักทรัพย์มั่นคงถาวรจะขับจะขับขี่ก็มีความค่องตัวรวดเร็วทันอก ทันใจปลอดภัยดีครับ

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนตุลาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนตุลาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจ คุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2555 เป็นเทศาตรีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความก้าวหน้าใน ประเภทธุรกิจต่างๆที่มีการสัญจรเสมอๆ ที่ต้องใช้รถเป็นประจำ จะมีความมั่นคงในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้มีหลักฐานหลักทรัพย์มั่นคงถาวรจะขับจะขับขี่ก็มีความค่องตัวรวดเร็วทันอก ทันใจปลอดภัยดีครับ

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนตุลาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนตุลาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2555 เป็นราชาฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีจุดเด่นเป็นที่ชื่นชมยกย่องในการเป็นผู้นำในสังคมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์ จะเดินทางไปพบปะใครก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญประดุจคุณคือคนสำคัญ จะขับขี่ยวดยานก็แคล้วคลาดปลอดภัย ได้รับความสะดวกในทุกๆสถานที่

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนตุลาคมปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2555 เป็นเทศาตรีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีความก้าวหน้าใน ประเภทธุรกิจต่างๆที่มีการสัญจรเสมอๆ ที่ต้องใช้รถเป็นประจำ จะมีความมั่นคงในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้มีหลักฐานหลักทรัพย์มั่นคงถาวรจะขับจะขับขี่ก็มีความค่องตัวรวดเร็วทันอก ทันใจปลอดภัยดีครับ

ฤกษ์ออกรถ ปี 2555 เดือนพฤศจิกายน

คนเกิดวันอาทิตย์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤศจิกายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันจันทร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤศจิกายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันอังคาร สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤศจิกายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันพุธ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤศจิกายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันพฤหัสบดี สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤศจิกายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี

คนเกิดวันศุกร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤศจิกายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เป็นมหัทธโนฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะดีในการประกอบกิจการ ที่มีความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นหลักเป็นฐาน จะเดินทางทุกทิศทั่วไทยก็ได้รับความสมหวัง โชคดีมีความสุข เป็นมงคลแก่การดำเนินชีวิตดีครับ

คนเกิดวันเสาร์ สำหรับ ฤกษ์ออกรถเดือนพฤศจิกายนปี 2555 วันที่เป็นฤกษ์ดี คือ วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2555 เป็นเทวีฤกษ์ ออกรถในวันนี้ จะมีเสน่ห์ มีความทันสมัย มีความราบรื่นดี จะมีความปลอดภัย ในการเดินทางไปในทิศทางต่างๆ จะมีความสุข ความสำเร็จในการติดต่อกิจการงานต่างๆได้ดี จะบรรลุเป้าหมายที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี






เผย 10 อันดับโดเมนเนมแพงที่สุดของปี 2011

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม




Social.com คว้าโดเมนเนมแพงที่สุดของปี ราคากว่า 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่สามารถทุบสถิติของ Sex.com ได้



วันนี้ (25 ธันวาคม) มีรายงานว่า ดีเอ็น เจอร์นัล นิตยสารสำหรับโดเมนเนม ได้ออกมาเปิดเผยชื่อโดเมนเนมที่ราคาแพงที่สุดของปี 2011 ซึ่งโดเมนเนมนามว่า Social.com ได้อันดับที่ 1 ของโดเมนเนมที่แพงที่สุดของปีไปครองด้วยราคาสูงกว่า 2.6 ล้านดอาลลาร์สหรัฐ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถทุบสถิติโดเมนเนมที่แพงที่สุดตลอดกาลอย่าง Sex.com ที่ครองสถิติด้วยมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ



ทั้งนี้ รายชื่อของโดเมนเนมราคาแพงที่สุดของปี มีดังต่อไปนี้



1. Social.com มีมูลค่ากว่า 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. DomainName.com มีมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

3. Aktien.de ( แปลว่า หุ้น ในภาษาเยอรมัน ) มีมูลค่ากว่า 725,000 ดอลลาร์สหรัฐ

4. RunningShoes.com มีมูลค่ากว่า 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ

5. VU.com มีมูลค่ากว่า 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ

6. Answer.com มีมูลค่ากว่า 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ

7. Puzzle.com มีมูลค่ากว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

8. GamesForGirls.com มีมูลค่ากว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

9. Gay.XXX มีมูลค่ากว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

10. Meet.me มีมูลค่ากว่า 450,000 ดอลลาร์สหรัฐ



ส่วน 10 อันดับของโดเมนเนมที่แพงที่สุดตลอดกาล มีดังต่อไปนี้



1. Sex.com มีมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. Fund.com มีมูลค่ากว่า 9,999,950 ดอลลาร์สหรัฐ

3. Porn.com มีมูลค่ากว่า 9,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

4. Diamond.com มีมูลค่ากว่า 7,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

5. Slots.com มีมูลค่ากว่า 5,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

6. Toys.com มีมูลค่ากว่า 5,100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

7. Clothes.com มีมูลค่ากว่า 4,900,000 ดอลลาร์สหรัฐ

8. Vodka.com มีมูลค่ากว่า 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

9. Candy.com มีมูลค่ากว่า 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

10. Shopping.de มีมูลค่ากว่า 2,858,945 ดอลลาร์สหรัฐ





อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า โดเมนเนมที่ทำราคาได้ดีนั้น จะเป็นโดเมนเนมที่เป็นความสนใจเฉพาะของกลุ่มคน ซึ่งอาจจะมาจากแรงขับจากกระแส โซเชียล เน็ตเวริ์ค และอันที่จริง โดเมนเนมจริง ๆ อาจมีมูลค่าเพียง 2 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อชื่อนั้นเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาด มูลค่าของมันก็จะสามารถขยับไปเป็นหลักล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโดยปกติ ผู้ซื้อและผู้ขายโดเมนเนมมักจะปกปิดชื่อเอาไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายนั่นเอง





24 ธ.ค. 2554

การยืดเส้นแบบประหยัด

การยืดเส้น (Stretching) เป็นกิจกรรมที่นักออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้วว่าเป็นการตระเตรียมร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด และปลอกหุ้มข้อ ให้พรักพร้อมที่จะรับการเคลื่อนไหวรุนแรงที่จะตามมาในการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา หรือการบริหารร่างกายแบบต่างๆ ทั้งแอโรบิคและไม่แอโรบิค ผู้ที่ละเลยต่อการยืดเส้นจะได้รับผลร้ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว


ผลร้ายในระยะสั้น ได้แก่ การเคล็ดขัดยอก ตะคริว จนถึง การฉีกขาดของกล้ามเนื้อ และการบาดเจ็บรุนแรงอื่นๆ ที่ทำให้เสียอนาคตหากละเลยไม่รีบรักษา

ผลร้ายระยะยาว ได้แก่การเสื่อมสภาพของส่วนที่ใช้งานหนักและผิดวิธีอันเป็นธรรมชาติ เช่น ข้อเข่า ข้อตะโพก ข้อสันหลังส่วนเอวเป็นต้น สำหรับนักกีฬาบางประเภทก็อาจได้รับผลร้ายเฉพาะประเภท เช่น นักเทนนิสมีอาการเจ็บปุ่มกระดูกด้านนอกข้อศอก (Tennis Elbow) นักวิ่งมีอาการเจ็บใต้ส้นเท้า (Painful heel) หรือปวดสันหน้าแข้ง (shin splint) เรื้อรัง

ซึ่งภาวะเหล่านี้สามารถป้องกันได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่าและดีกว่าการรักษาเป็นอันมาก ยิ่งกว่านั้นสมรรถภาพทางร่างกาย (physical fitness) ของผู้ที่ละเลยต่อกิจกรรมยืดเส้นดังกล่าวนั้นจะหมดโอกาสพัฒนาถึงขีดสูงสุด (peak performance) ได้ตามที่ควรจะเป็นเป้าหมายที่เหนือกว่าการมีสุขภาพดีเท่านั้น ดังนั้นผู้สนใจการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจึงจำเป็นต้องสนใจกิจกรรมยืดเส้นไว้ให้มาก และปฏิบัติโดยสม่ำเสมอ

การยืดเส้นไม่ใช่กิจกรรมเพื่อเตรียมการออกกำลังกายเท่านั้น แต่แนะนำว่าควรจะทำให้ได้ทุกวัน แม้ในวันที่พักการฝึกออกกำลังกาย จะทำตอนใดก็ได้ที่มีเวลาว่างสัก 5 นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตื่นนอนใหม่ๆ เส้นสายกำลังหดตัวพักอันเป็นสาเหตุให้เราไม่อยากลุกจากที่นอน ยิ่งหนาวๆ ยิ่งเป็นเอามาก หากลุกไปทำอะไรอย่างรีบร้อนอาจมีผลร้ายเช่นเซล้มหรือสะดุดขาเตียงจนนิ้วเท้าหักหรือเจ็บส้นเท้าจนเสียอารมณ์ หรือคนที่นั่งทำงานนานๆ หลายชั่วโมงเส้นสายบางเส้นก็หดเหมือนกันทำให้เกิดอาการขัดยอก ปวดเมื่อย เป็นตระคริวหรือชา คนเหล่านี้จะไม่มีอาการหากรู้หลักการและเหตุผลของการยืดเส้น และปฏิบัติเป็นนิสัย

ข้อเสียของการยืดเส้น คือ เสียเวลาและน่าเบื่อ เลยทำให้ประมาท ทึกทักเอาเองว่ามันไม่จำเป็นบางคนสำคัญผิดว่าการลุกเดินไปมาหรือสะบัดแขนขาสักพักหนึ่งก็พอแก้เมื่อยขบได้แล้ว

นักวิ่งสมัครเล่นบางคนก็เข้าใจว่าการอุ่นเครื่อง (warm up) เช่น วิดพื้น ย่อเข่า กระโดดยืน เดินเร็วและวิ่งเหยาะเป็นต้นนั้นพอเพียงแล้วสำหรับการวิ่งต่อไป ซึ่งก็ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะการอุ่นเครื่องนั้นมุ่งผลที่ระบบหัวใจและหายใจเป็นสำคัญ ส่วนผลที่ได้กับเส้นสายพอมีบ้างไม่ถูกหลักการทางวิทยาศาสตร์นักดังคำอธิบายต่อไปนี้

การยืดเส้นมีสองแบบ คือ แบบเคลื่อนไหว (Ballistic Stretching) และ แบบนิ่ง (Static Streching) ทั้งสองแบบต่างก็มีประโยชน์ต่อการออกกำลังกาย

แบบเคลื่อนไหว (Ballistic Stretching)ได้แก่การดัดตนและกายบริหารท่าต่าง ๆ เช่นยกแขนขา กำมือแบมือ ก้มแอ่นหลัง ก้มแหงนเอียงศรีษะเป็นจังหวะ

แบบนิ่ง (Static Streching) เป็นการยืดตรึงให้กล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด ปลอกหุ้มข้อ มีความยาวและคงความยาวที่เหมาะสมคงที่นิ่งอยู่เป็นเวลาสักครึ่งนาทีก่อนที่จะมาผ่อนคลายให้มันหดกลับ ซึ่งแน่ละว่ามันจะไม่หดมาเท่าเดิม แต่จะคงมีความยาวปานกลาง และตามหลักการวิทยาศาสตร์มีว่ากล้ามเนื้อที่มีความยาวปานกลางเป็นกล้ามเนื้อที่พร้อมจะทำงานด้วยสมรรถภาพสูงสุด

การยืดเส้นแบบเคลื่อนไหวนั้นแท้จริงก็เป็นประโยชน์มากในการทำให้อวัยวะคล่องตัว แต่ตามหลักการยืดเส้นนั้นไม่เพียงพอ เพราะกล้ามเนื้อที่ถูกยืดชั่วครู่ (2-3 วินาที) บางทีจะหดกลับมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะว่าแรงกระตุ้นจากการสะบัดกระชากเป็นเหตุให้มักตกใจ ตรงกันข้ามกับการยืดเส้นแบบนิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้อวัยวะเหล่านั้นเพิ่มความยาวได้มากที่สุด และคงความยาวไว้ได้นานที่สุดด้วย

นักวิ่งคนหนึ่งเป็นผู้ป่วยมาหาบอกว่าวิ่งมาสี่ปีแล้ว เป็นการวิ่งเหยาะบนถนน สวมรองเท้าถูกแบบดีแล้ว แต่มักมีอาการภายหลังวิ่ง นอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นมามีอาการปวดรอบเข่าและสันหน้าแข้งมากจนเดินกระเผลก เมื่อตื่นขึ้นมาดูไม่สมเป็นนักกีฬาเลย เมื่อถามถึงการยืดเส้นก่อนวิ่งเขา บอกว่าทำทุกครั้งและทำอย่างรุนแรงมากด้วย มีการเตะแข้งขา ก้มหลัง บิดตัวเอามือแตะเท้าด้านตรงข้าม มีการย่อเข่ายืดตัวและวิดพื้นอีกหลายครั้งเป็นต้น

เมื่อพิจารณาตามหลักการแล้วจะเห็นว่าผู้ป่วยนักวิ่งคนนี้ได้กระทำการยืดเส้นแบบเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอ เป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนตัวเพราะมีเลือดมาเลี้ยงมาก และประสาทถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว ปลอกหุ้มข้อก็ยืดๆ หดๆ พอสมควร ทำให้ข้อต่อต่างๆ มีความลื่นหรือคล่องตัว พอที่จะทำให้ผู้นั้นออกเดินหรือวิ่งได้สบายดี ดังจะเห็นว่าผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรเลย ในขณะวิ่ง

ซึ่งเป็นความจริงว่าวิ่งได้ถึง 5 กม. ชีพจร 120 ครั้งต่อนาที สำหรับคนอายุ 60 ปี ซึ่งนับว่าเพียงพอเป็นแอโรบิคได้ แต่มีอาการปวดตามหลังทุกครั้งเป็นเวลาถึง 2-3 วัน ซึ่งไม่ธรรมดาสำหรับการวิ่งเพื่อสุขภาพ

ผู้เขียนเป็นที่ปรึกษาจึงถามถึงการยืดเส้นแบบนิ่ง ปรากฏว่าผู้ป่วยรายนั้นไม่เคยทราบว่าจำเป็นด้วยหรือ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการมีกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็ก น้อยๆ หรืออาจเป็นการตึงเครียดในเส้นเอ็นและพังผืดโดยไม่ฉีกขาดก็ได้ เคราะห์ดีที่ไม่ใช่การวิ่งเบ่งความเร็ว มิฉะนั้นอาจบาดเจ็บถึงขนาดกล้ามเนื้อฉีกมาก เอ็นขาด หรือข้อแพลงซึ่งจะไม่ใช่พักฟื้น 2-3 วัน แต่จะเป็นหลายสัปดาห์ไป

การบาดเจ็บเหล่านี้ป้องกันได้โดยให้ความสนใจกับการยืดเส้นก่อนวิ่งและสละเวลาให้กับการนี้สัก 10 นาทีตามที่ตำราส่วนมากว่าไว้ แต่อาจร่นลงมาเป็น 5 นาทีตามวิธีการยืดเส้นแบบประหยัดของผู้เขียนนี้ก็พอใช้ได้

หลักการยืดเส้นแบบนิ่ง คือ ต้องยืดเส้นให้ยาวกว่าความยาวปกติของเส้นนั้น จึงจะนับว่าได้ผลดี อย่างไรก็ดีต้องระวังอยู่ว่าต้องไม่ยือให้มากเกินไปจนกระทั่งเกิดการเจ็บปวด ในทันทีนั้นซึ่งอาจแสดงว่าเส้นขาดหรือปริไปตั้งแต่ยังไม่ทันวิ่ง

ผู้เขียนเคยได้ยินคำกล่าวของนักวิ่งเสมอๆ ว่า การยืดเส้นต้องเอาจนเจ็บ มิฉะนั้นจะไม่ได้ผล (no pain , no gain) เรื่องนี้จริงบ้างเหมือนกัน แต่ความเจ็บนั้นต้องกะเอาว่าพอควรเท่านั้น อย่าให้เป็นการทรมานบันเทิง

วิธีการที่ถูกต้องเมื่อเริ่มการยืดเส้นคือให้เริ่มยืดแต่น้อย เอาพอเจ็บนิดๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนความตึงลงในขณะที่อยู่นิ่ง

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มหัดยืดเส้นหรือคนที่เคยแล้วหากแต่เป็นเวลาที่เส้นกำลังหดสั้นมากเช่นตอนตื่นนอนใหม่ๆ ก็ต้องระวังไม่ควรยืดเส้นนิ่งค้างเป็นเวลานานมากกว่า 10 ถึง 15 วินาที เมื่อกล้ามเนื้อและเอ็นเริ่มหย่อนคลายบ้างแล้วจึงค่อยเพิ่มแรงยืดให้เส้นยาวขึ้นอีก และค้างนิ่งไว้เป็นเวลานานขึ้นอีก

เมื่อจะเลิกการยืดก็ให้ค่อยๆ ลดความตึงลงช้าๆ เป็นธรรมชาติ อย่ากระตุก สะบัดหรือแกว่งเป็นอันขาด ขอย้ำอีกครั้งว่าการยืดเส้นต้องไม่ฝืนทำจนเจ็บปวดมาก อนึ่งในขณะที่ทำการยืดเส้นอยู่นั้นให้ผู้ทำเรื่อยๆ ไปให้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องกลั้นลมหายใจเพราะไม่ได้ดำน้ำไปทำ การหายใจที่สม่ำเสมอจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดได้ดี

การยืดเส้นให้ทำทั้งก่อนการวิ่งและหลังการวิ่ง จึงจะเกิดผลดีในระยะยาว นอกจากนั้นการยืดเส้นยังให้ผลดีเสมอไม่ว่าท่านจะทำในเวลาใดที่ว่างๆ และดีมากเมื่อใช้เป็นการสลับกับการทำงานไม่ว่าจะเป็นการขับรถไปติดไฟแดง หรือนั่งเขียนหนังสือจนเมื่อยขบไปทั้งตัวก็ตาม

เมื่อทราบหลักการแล้วก็มาถึงท่าต่างๆ ของการยืดเส้น ซึ่งมีหลายตำราและทำให้น่าเบื่อที่จะอ่านคำอธิบายยืดยาว แต่ขอเตือนว่าการอ่านให้เข้าใจถ่องแท้ถึงเหตุผลและกลไกของท่านเหล่านั้นเป็น สิ่งจำเป็นเพราะถ้าท่านทำผิดนิดเดียวอาจไม่ได้ผลอะไรเลยยิ่งน่าเบื่อใหญ่ เพราะทำไปก็เจ็บอย่างเดิม

นักวิ่งที่ชำนาญมากแล้วให้ความเห็นที่น่าคิดอีกแบบหนึ่งว่าถ้าเขาไม่ยืดเส้น ให้ดีอย่างพอเพียงเท่าที่เคยทำมาเป็นนิจศีลแล้วไปออกวิ่งก่อน เขาจะรู้สึกไม่สบายใจและมีความกังวลว่าจะเกิดการบาดเจ็บในตอนใดตอนหนึ่งของ การวิ่ง ความกังวลทำให้การหายใจไม่สม่ำเสมอ กล้ามเนื้อกลับตึงมากขึ้น ความเร็วก็ลดลง เกิดความคิดในด้านลบ คือเมื่อคิดไปเองว่าจะเจ็บหรือจะแพ้ ก็ต้องเจ็บหรือแพ้จนได้ สรุปว่าการยืดเส้นทำให้นักวิ่งเกิดความมั่นใจไร้กังวล

เพื่อตัดปัญหาว่ามันมีด้วยกันหลายวิธีหลายท่านัก ผู้เขียนจึงเสนอให้ใช้ท่าที่ง่ายและได้ผลดีสำหรับคนที่เส้นแข็งๆ อย่างผู้เขียนเองสามารถใช้ได้อย่างเพลิดเพลินและประหยัดเวลาได้บ้าง ซึ่งคนใจร้อนอยากวิ่งทันทีก็คงจะชอบ การเรียงลำดับของท่ายืดเส้นต่อไปนี้มุ่งให้จำง่ายและไม่เสียพลังงานมากในการ เปลี่ยนจากท่าหนึ่งไปสู่อีกท่าหนึ่งอย่างไรก็ดีขอให้พิจารณาตนเองด้วยว่าตน เองมีปัญหาของกล้ามเนื้อหรือเอ็นหรือข้อไหนเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเพ่งเล็งการยืดเส้นที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญด้วย ส่วนเส้นไหนที่ไม่ค่อยเป็นปัญหาก็ผ่านไปคร่าวๆ ก็พอ

ท่าที่ 1 ยันกำแพง

จุดประสงค์

เพื่อยืดเอ็นน่อง, กล้ามเนื้อต้นคอ, สะบัก และไหล่ เป็นท่าหลักที่มีประโยชน์มากสำหรับนักวิ่งทุกระดับ

วิธีทำ

1. เริ่มทำตัวเป็นด้านทะแยงของสามเหลี่ยมมุมฉากซึ่งมีกำแพงและพื้นเป็นด้านอีกสองด้าน ให้ฝ่าเท้าทั้งสองวางราบกับพื้นและห้ามยกขึ้นตลอดการยืดเส้นท่านี้

2. เมื่อจะยืดเอ็นน่อง ให้ขยับเท้าออกห่างจากกำแพงมากขึ้นจนเอ็นน่องตึง ซึ่งในขั้นตอนแรกนี้จะรู้สึกตึงมากที่เอ็นร้อยหวายใกล้ข้อเท้ามากที่สุด

3. การยืดกล้ามเนื้อต้นคอ สะบักและไหล่ทำโดยเลื่อนมือที่ยันกำแพงให้สูงขึ้น และกดศรีษะให้ต่ำลงจนถึงระดับไหล่ จะรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหลังต้นคอสะบักและไหล่ ตอนที่ 2 และ 3 นี้ทำพร้อมกันได้นิ่งไว้เป็นเวลาครึ่งนาที

4. แอ่นสันหลังและเข่าไปทางด้านหน้าให้มากจะได้เพิ่มเติมในการยืดกล้ามเนื้อส่วนหลังโดยตลอดตั้งแต่ต้นคอถึงส้นเท้า นิ่งไว้อีกครึ่งนาที

ท่าที่ 2 ยันกำแพงถ่างขา

จุดประสงค์

เพื่อยืดเอ็นหว่างขาหนีบซึ่งมักไม่ใคร่มีโอกาสได้ยืดมากนักในการใช้ชีวิต ประจำวันไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดินเป็นเหตุให้ข้อตะโพกไม่คล่องตัวเท่าที่ควร

วิธีทำ

ทำสืบเนื่องจากท่าที่ 1 โดยกางขาออกให้มากที่สุด จนรู้สึกตึงที่เอ็นหว่างขาหนีบ ให้ลำตัวขึงตรงมือยันกำแพงสูงไว้ และก้มศรีษะต่ำลงมานิ่งไว้ในท่านี้ครึ่งนาที

ท่าที่ 3 ถ่างขามือยันพื้น

จุดประสงค์

ใช้ยืดเอ็นหว่างขาหนีบ กล้ามเนื้อตะโพกและสันหลัง อีกทั้งยืดปลอกหุ้มข้อเข่าด้านหลังอีกด้วย ทำให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น

วิธีทำ

ทำสืบเนื่องจากท่าที่ 2 โดยค่อยๆ เลื่อนมือลงมาพร้อมกับงอตะโพกและค่อยๆ ก้มหลัง (งอตะโพกให้มากกว่าก้มหลังเสมอเพื่อประหยัดการใช้สันหลัง) ก้มศรีษะลงต่ำที่สุด เอาฝ่ามือยันพื้นไว้ การห้อยศรีษะต่ำจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น นิ่งไว้ในท่านี้ครึ่งนาที

ท่าที่ 4 ดึงเท้าเข่างอ

จุดประสงค์

เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อหน้าแข้ง มีประโยชน์ในการป้องกันตะคริวสันหน้าแข้ง (shin splint) ซึ่งนักวิ่งเป็นกันบ่อย

วิธีทำ

ยืนตัวตรง มือเกาะอะไรหรือไม่เกาะเลยก็ได้ ใช้ฝ่ามือซ้ายจับรวบหลังเท้าขวา ซึ่งเข่าข้างนั้นงอยกเท้าขึ้นมาหาก้นตรงก้นกบ โดยให้เข่ายังอยู่ที่เดิมและลำตัวตั้งตรง จะรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหน้าต้นขา เอ็น สะบ้า และกล้ามเนื้อสันหน้าแข้ง ปลอกหุ้มข้อเข่าด้านหน้าและปลอกหุ้มข้อเท้าด้านนอกจะถูกยืดมาก ทำให้ข้อเหล่านั้นขยับได้คล่องตัวขณะวิ่ง จะป้องกันข้อเคล็ดข้อแพลงได้ดี ดึงเท้านิ่งไว้ในท่านี้ครึ่งนาที แล้วทำสลับข้างอีกครึ่งนาที

ท่าที่ 5 ยกขาพาดสูง

จุดประสงค์

เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อทั้งขา แขน และลำตัวอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งถ้าทำได้ดีก็แสดงว่าได้ผ่านการทำ 4 ท่าที่กล่าวมาได้ดีแล้ว

วิธีทำ

ยืนตัวตรงขาเหยียด ยกขาขวาให้พาดที่สูงเท่าระดับตะโพก เช่นโต๊ะ รั้ว ราวลูกกรง บันไดขั้นที่ 4 หรือต้นไม้ก็ได้ ให้เข่าเหยียดตรง ยื่นมือขวาไปแตะปลายเท้าขวาที่ยกขึ้น ส่วนมือซ้ายยันบั้นเอวไว้ จะรู้สึกว่าทั้ง ขา แขน และลำตัวซีกขวาถูกยืดตึงไปทุกส่วน ทำท่านี้นิ่งไว้ครึ่งนาทีแล้วเปลี่ยนทำสลับข้างอีกครึ่งนาที

สรุปวิธีการยืดเส้นแบบประหยัด เพื่อให้จำได้และปฏิบัติซ้ำจนเป็นนิสัยดังนี้

ท่าที่ 1 ยันกำแพง

1.1 ยืดเอ็นน่อง ต้นคอ สะบัก ไหล่ ครึ่งนาที

1.2 ยืดกล้ามเนื้อน่อง หลังต้นขา หลังข้อเข่า …. ครึ่งนาที

ท่าที่ 2 ยันกำแพงถ่างขา

ยืดเอ็นหว่างขาหนีบ ….. ครึ่งนาที

ท่าที่ 3 ถ่างขามือยันพื้น

ยืดสะโพก สันหลัง …. ครึ่งนาที

ท่าที่ 4 ดึงเท้าเข่างอ

ยืดหน้าต้นขา หน้าแข้ง (ข้างละครึ่งนาที) ….. หนึ่งนาที

ท่าที่ 5 ยกขาพาดสูง

ยืดขา แขน ลำตัว (ข้างละครึ่งนาที) …… หนึ่งนาที

ทำให้ต่อเนื่องกันไปใช้เวลารวม 4 นาที

ต่อจากนี้ท่านมีเวลาอุ่นเครื่องได้อีกหนึ่งนาที ก็จะรวมเป็นห้านาที การอุ่นเครื่องอาจใช้วิธีวิดพื้น 10 ครั้ง ยกน้ำหนัก เดินเร็ว ๆ หรือใช้ท่ากายบริหารซึ่งจัดเป็นการยืดเส้นแบบเคลื่อนไหวดังกล่าวมาแล้วก็ได้

ต่อไปควรเป็นการวิ่งเหยาะซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มออกกำลังกายตามแผนกำหนดได้เลย เพื่อจะได้ไม่เบื่อกับการเตรียมการที่ซับซ้อนยุ่งยากตามที่แนะนำไว้ในตำราส่วนมาก และที่สำคัญคือจะได้ไม่อ้างอีกว่าไม่มีเวลาจะออกกำลังกายเพราะเสียเวลากับการยืดเส้นและการอุ่นเครื่องมากเกินไป อย่างไรก็ดี จุดประสงค์สำคัญที่ลืมไม่ได้คือต้องทำการเตรียมดังกล่าวนี้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ และเพื่อให้บรรลุสมรรถภาพทางกายสูงสุด

อนึ่ง ต้องไม่ละเลยการผ่อนเบาเครื่อง (warm down) เมื่อการออกกำลังกายเสร็จสิ้นโดยการเดินต่อไปจนชีพจรลดลงพอสมควร แล้วจึงกระทำการยืดเส้นดังกล่าวแล้วอีกชุดหนึ่งเป็นเวลา 4 นาที จึงพักผ่อนได้

สรุป

การยืดเส้นแบบประหยัดเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ได้ผลดี มีหลักวิชา ใช้เวลาพอเหมาะ เพาะให้เป็นนิสัยได้ และช่วยให้จิตใจสบายดี





ม.ร.ว. ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์
แพทย์ผู้ชำนาญระบบโครงรางกายและการเคลื่อนไหว




ออกกำลังกายวันละ 10 นาที อายุจะยืนไปอีก 10 ปี

สมาคมกีฬาเวชศาสตร์ไทยเป็นสมาคมที่ส่งเสริมการออกกำลังเพื่อสุขภาพ ทั้งของนักกีฬาและของประชาชนทั่วไป สมาคมได้จัดพิมพ์ แบบออกกำลังพื้นฐาน จำนวน 40,000 แผ่น แจกไปตามที่ต่างๆ และ “หมอชาวบ้าน” ได้ขอนำมาตีพิมพ์ในครั้งนี้แล้ว สมาคมมีโครงการที่จะจัดพิมพ์เอกสารเป็นเล่มเล็กในหัวข้อนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เช่น


- โทษของการขาดออกกำลังกาย
- โรคหัวใจกับการออกกำลัง
- การออกกำลังกับโรคเบาหวาน
- อาหารกับการออกกำลัง
ฯลฯ

แบบออกกำลังพื้นฐาน

การออกกำลังต่อไปนี้ควรทำในท่ายืนตรง ขาถ่างเล็กน้อย แต่ละท่าควรทำ 6 ถึง 12 ครั้ง หรือมากกว่าในตอนเริ่มปฏิบัติควรทำแต่น้อยๆ ครั้งก่อน ค่อยๆ เพิ่มเมื่อแข็งแรงขึ้น ขณะปฏิบัติควรเกร็งกล้ามเนื้อให้ส่วนที่เกี่ยวข้องนั้นตึงและนึกเพ่งถึงส่วนนั้นๆ ไปด้วย

ชุดที่ 1. คอ



ท่าที่ 1. ก้ม-เงย-แหงน ตั้งศีรษะตรง เอียงคอตะแคง ศีรษะไปทางซ้ายจนเต็มที่ กลับท่าตั้งแต่ตั้งต้นทำซ้ำให้ (ไม่เกิน 12 ครั้ง)


ท่าที่ 2. เอียงซ้าย-เอียงขวา ตั้งศีรษะตรง เอียงคอตะแคงศีรษะไปทางซ้ายจนเต็มที่ กลับท่าตั้งต้น แล้วเอียงเลยไปทางขวาจนเต็มที่ กลับท่าตั้งต้น ทำซ้ำ (ไม่เกิน 12 ครั้ง)

ท่าที่ 3. หันซ้าย-หันขวา ตั้งศีรษะตรง บิดคอหันหน้าไปทางซ้ายจนเต็มที่ กลับท่าตั้งต้น แล้วหันเลยไปทางขวาจนเต็มที่ กลับท่าตั้งต้นทำซ้ำ (ไม่เกิน 12 ครั้ง)

ชุดที่ 2. มือ, ไหล่, แขน, อก



ท่าที่ 4. กำมือ-แบมือ ยื่นแขนทั้งสองออกไปข้างหน้า ยกไว้เสมอไหล่ งอนิ้วกำมือทั้งสองจนแน่นที่สุด แล้วกางออกทันที ให้นิ้วถ่างเต็มที่ กลับท่าตั้งต้น ทำซ้ำ (ไม่เกิน 20 ครั้ง)


ท่าที่ 5. งอข้อมือ-เหยียดข้อมือ ยกแขนเหมือนท่าที่ 4 กำมือแน่น งอข้อมือ ให้กำหมัดงุ้มลงไปทางแขนมากที่สุดกลับท่าตั้งต้น แล้วเลยเหยียดข้อมือให้กำหมัดหงายไปทางด้านหลังแขนอย่างเต็มที่ กลับท่าตั้งต้น ทำซ้ำ (ไม่เกิน 20 ครั้ง)

ท่าที่ 6. ชกลม กำมือแน่น งอข้อศอกให้หมัดทั้งสองอยู่ข้างหน้าไหล่ ทำท่าชกลมโดยเหยียดแขนทั้งสองออกไปข้างหน้าอย่างแรงและเร็วซักหมัด กลับท่าตั้งต้นอย่างแข็งแรงทำซ้ำ (ไม่เกิน 50 ครั้ง)

ท่าที่ 7. ชกฟ้า กำหมัดและตั้งท่าเหมือนท่าที่ 6 แต่ทำท่า “ชก” ขึ้นไปตรงๆ เหนือศีรษะ ชักหมัดกลับที่เดิม ทำซ้ำ (ไม่เกิน 25 ครั้ง)

ท่าที่ 8. กังหันลม กางแขนทั้งสองตรงออกไปข้างๆ เสมอไหล่ใช้กล้ามเนื้อไหล่ และหน้าอกแกว่งแขนให้ปลายมือเวียนเป็นวงกลมโตประมาณ 1 ศอก (50 ซ.ม.) เวียนไปทางข้างหลัง เมื่อครบจำนวนรอบที่ต้องการแล้วกลับแกว่งให้เวียนไปทางข้างหน้าในจำนวนรอบเท่ากัน (ไม่เกินข้างละ 50 รอบ)

ท่าที่ 9. กระพือปีก เหยียดแขนห้อยไว้ข้างตัว แขนตรง ฝ่ามือแตะขา กางแขนออกไปข้างๆ แล้วเลยขึ้นไปเหนือศีรษะจนหลังมือแตะกัน กลับท่าตั้งต้นโดยเกร็งแขนตรงตลอดเวลา ทำซ้ำ (ไม่เกิน 25 ครั้ง)

ท่าที่ 10. โบกลม เหยียดแขนห้อยไว้ข้างตัวคล้ายท่าที่ 9. แต่หันแขนให้นิ่วหัวแม่มือจดขา ยกแขนตรงออกไปข้างหน้าจนตั้งตรงเหนือศีรษะ ยืดตัวให้เต็มที่ กลับท่าตั้งต้นเกร็งแขนตลอดเวลา (ไม่เกิน 25 ครั้ง)

ชุดที่ 3. ลำตัว, เอว

ท่าที่ 11. เอนซ้าย-เอนขวา ยืนตรง มือท้าวสะเอว งอตัวเอียงลงไปทางซ้ายจนเต็มที่ โดยงอที่เอว ให้ส่วนล่างตั้งตรง กลับท่าตั้งต้น แล้วงอลงไปทางขวาอย่างเดียวกัน ทำซ้ำ (ไม่เกิน 12 ครั้ง)

ท่าที่ 12. งอข้างหน้า-แอ่นข้างหลัง ยืนตรง มือท้าวสะเอว ค่อยๆ ก้มตัวงอลงไปทางหน้าจนเต็มที่ (อย่าฝืน) กลับท่าตั้งต้น แล้วเลยแอ่นเอวให้ตัวเอนไปข้างหลังอย่างเต็มที่ ระวังจะล้ม กลับท่าตั้งต้น ทำซ้ำ (ไม่เกิน 12 ครั้ง)

ท่าที่ 13. บิดเอว ยืนตรงมือท้าวสะเอว บิดตัวส่วนเหนือสะเอวให้หันไปทางซ้ายจนเต็มที่กลับท่าตั้งต้น แล้วบิดไปทางขวาจนเต็มที่ กลับท่าตั้งต้น ทำซ้ำ (ไม่เกิน 12 ครั้ง)

ชุดที่ 4 ขา, เท้า



ท่าที่ 14. เขย่ง-ยืน-ยก ยืนตรง มือท้าวสะเอว ก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าพอควร (เพื่อช่วยการทรงตัว) เขย่ง ขึ้นยืนบนปลายเท้าชั่วขณะ กลับยืนปกติ ใช้เส้นยันพื้นแล้วยกปลายเท้าให้พ้นพื้นมากที่สุด ยืนบนส้นเท้าชั่วขณะ แล้ว่ากลับยืนปกติ (ไม่เกิน 12 ครั้ง) ถ้ายืนไม่อยู่ ใช้มือจับเก้าอี้หรือแตะข้างฝาไว้


ท่าที่ 15. ย่อ-ยืน ยืนตรง มือท้าวสะเอว งอเข่าย่อตัวลงให้ก้นลดต่ำที่สุด กลับยืนตรง ทำซ้ำ (ไม่เกิน 25 ครั้ง)

ท่าที่ 16. ขยายปอด ยืนตรง กำมือ งอข้อศอกให้กำมืออยู่หน้าไหล่ หายใจเข้าทางจมูกข้าๆ พร้อมกับกางข้อศอกออกไปจนแขนเสมอไหล่ สูดลมเข้าอย่างเต็มที่ หยุดชั่วขณะ แล้วอ้าปากหายใจออกอย่างทันทีพร้อมกับหุบข้อศอกเข้าที่ตั้งต้น ทำซ้ำ (ไม่เกิน 6 ครั้ง) ท่านี้ช่วยให้หายใจเหนื่อยเร็วขึ้น

ภาคผนวก การฝึกหัวใจ

เพื่อให้การบริหารการเป็นไปโดยสมบูรณ์ ควรเพิ่ม “การฝึกหัวใจและปอด” โดยออกกำลังดังต่อไปนี้ จะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือใช้หลายวิธีสลับกันก็ได้ถ้าทำได้ทุกวันเป็นดีที่สุด อย่างน้อยควรสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หลักสำคัญ คือ ต้องทำให้เหนื่อยจนหายใจหอบปานกลางนานถึง 5-6 นาที ถ้ารู้จักวิธีนับชีพจร ควรทำให้เหนื่อยจนอัตราชีพจรถึง (180 ลบด้วยจำนวนปีของอายุ) เช่น อายุ 20 ปีต้องถึง 160 ครั้งต่อนาที อายุ 50 ปีต้อง 100 ครั้งต่อนาที

วิธีที่ 1 เดินด่วน เดิน “จ้ำ” อย่างเร็วที่สุดประมาณ 10 นาทีติดต่อกัน ถ้าเดินนานเท่านั้นไม่ไหวอาจใช้วิธี “สลับความเร็ว” คือ เดินเร็วจนเหนื่อยค่อนข้างมาก แล้วเดินช้าลงจนค่อยยังชั่ว จึงกลับเดินเร็วอีกสลับกันไปเรื่อยๆ โดยวิธีนี้ต้องเพิ่มเวลาเป็น 15 ถึง 20 นาที

วิธีที่ 2 วิ่งเหยาะ วิ่งช้าๆ ยกเท้าค่อนข้างสูง เอาฝ่าเท้าลงพื้นวิ่งนาน 10 ถึง 15 นาที ถ้าเหนื่อยมากอาจใช้วิธี “สลับความเร็ว” ก็ได้

วีธีที่ 3 ก้าวม้า ต้องมีม้าเตี้ยๆ ความสูง 20 ถึง 30 ซ.ม. ที่แข็งแรง และไม่กระดกหรือพลิกง่าย ยืนใกล้ๆ ม้าพอก้าวขึ้นได้โดยสะดวก ก้าวเท้าซ้ายขึ้นบนม้า (จังหวะ 1) ต้องวางเท้ากลางๆ ม้า เพื่อป้องกันการกระดก ใช้กำลังขายกตัวพร้อมกับยกเท้าขวาขึ้นวางบนม้าข้างๆ เท้าซ้าย (จังหวะ 2) ย้ายเท้าซ้ายกลับลง พื้น (จังหวะ 3) ย้ายเท้าขวาตามมา กลับเป็นท่าตั้งต้น เมื่อเท้าซ้ายชักเมื่อย (เพราะต้องออกกำลังมากกว่า) เปลี่ยนเอาเท้าขวาเป็น “เท้านำ” (ทำจังหวะ 1) กลับไปกลับมาเช่นนี้จนเหนื่อยตามต้องการ (ประมาณ 300 ถึง 400 ก้าว) อาจก้าวแบบ “สลับความเร็ว” ก็ได้ (ประมาณ 400 หรือ 500 ก้าว) หากกลัวล้มเวลาก้าว อาจตั้งม้าใกล้ๆ ฝาแล้วเอามือเกาะไว้ก็ได้

วิธีที่ 4 ก้าวเต้น เอาสีหรือชอล์คเขียน (เอาเทปติด) พื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง 90 หรือ 120 ซ.ม. (แล้วแต่ความสูงของผู้ฝึก) แบ่งแต่ละด้านเป็น 3 ส่วนเท่ากัน, ลากเส้นต่อ ให้เป็น 9 ช่อง ให้ชื่อช่องตรงมุมทั้งสี่ว่า ก, ข, ค, ง, โดยเวียนทวนทางนาฬิกา (อุตตราวัตร) ผู้ฝึกยืนเอาเท้าซ้ายไว้ในช่อง ก. เท้าขวาช่อง ข. (ท่าเตรียม) เท้าซ้ายทแยงมุมไปลงช่อง ค, (ก้าว 1) เหวี่ยงเท้าขวาข้ามหน้าเท้าซ้าย ไปลงช่อง ง. (ก้าว 2) ชักเท้าซ้ายกลับช่อง ก. (ก้าว 3) ชักเท้าขวากลับช่อง ข. (ก้าว 4) เวียนกลับไปก้าว 1 ฯลฯ หัดทำให้คล่องจนก้าวได้ 120 ถึง 160 ก้าวต่อนาที ความเร็วเท่านี้อาจทำให้ชีพจรถึงกำหนดที่ต้องการ และก้าวเพียง 6 ถึง 8 นาที ก็เพียงพอ เมื่อทำไปได้ครึ่งเวลาควรเปลี่ยน “เท้านำ” เป็นเท้าขวาบ้าง คือ เริ่มจังหวะโดยก้าวเท้าขวาไปช่อง ก. เท้าซ้ายไปช่อง ค. แล้วเท้าขวาไปช่อง ข. และในที่สุดเท้าซ้ายกลับช่อง ก. ทั้งนี้ เพื่อให้สองซีกของร่างกายออกกำลังเท่าๆ กัน



13 วิธีชำระกายสบายสุขภาพ

 เราขอแนะนำ 13 ข้อปฏิบัติเรื่องน้ำ ๆ ที่จะทำให้คุณมีสุขอนามัยมาฝาก



1.หลีกเลี่ยงการอยู่ในฝูงชนจำนวนมาก เพราะน้ำคือ หนึ่งในพาหะที่สามารถถ่ายเทเชื้อโรคจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งได้รวดเร็วทั้งทางผิวหนัง และการดื่มกิน


2.เชื้อโรคที่ติดต่อกันทางสัมผัส ถือเป็นภัยเงียบที่คุกคาม โรคตาแดง ท้องร่วง ไข้หวัด ล้วนสืบเนื่องมาจากการดูแลตัวเองให้สะอาดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า สามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสะสมของแบคทีเรียที่จะก่อให้เกิดเชื้อโรคต่าง ๆ


วิธีที่ดีที่สุดคือ การดูแลร่างกายให้สะอาดหมดจดด้วยการอาบน้ำอย่างถูกวิธี


3.ควรเริ่มอาบน้ำจากบริเวณปลายมือ หรือปลายเท้า เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย ก่อนจะราดน้ำอาบทั้งตัว


4.ควรเช็กอุณหภูมิของน้ำให้พอดีกับอุณหภูมิในร่างกาย เช่น ถ้าเพิ่งออกกำลังกายมาใหม่ ๆ อย่าเพิ่งแช่น้ำเย็นจัดในทันที ธรรมชาติของร่างกายจะค่อย ๆ ปรับอุณหภูมิลงสู่ระดับที่เหมาะสม


5.ควรอาบน้ำให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น ถ้าเป็นคนผิวแห้งมีผื่นคันขึ้นง่าย ไม่ควรอาบน้ำอุ่น หรือร้อนจัด เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้ง


6.การแช่บ่อน้ำพุร้อน นอกเหนือจากการอาบน้ำทำความสะอาดผิวแล้ว อุณหภูมิของน้ำในบ่อน้ำร้อน ยังสามารถช่วยคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ คืนความสดชื่นไปพร้อม ๆ กับการบำรุงผิว ด้วยประโยชน์อันหลากหลายของแร่ธาตุนานาชนิด


7.ก่อนอาบน้ำ ลองขัดผิวโดยการจับปลายผ้าขนหนูแห้งไว้ทั้ง 2 ข้าง แล้วเริ่มถูไปตามร่างกาย จุดละประมาณ 20 ครั้ง เพื่อขจัดคราบไคล ฝุ่นละอองต่าง ๆ รวมทั้งเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไป


8.การอาบน้ำเย็น ควรให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 21-27 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยลดอาการอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง รวมถึงช่วยเรื่องระบบหายใจให้ดีขึ้น


9.การอาบน้ำจากชาเขียว กำลังเป็นที่นิยม เพราะเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความร้อนภายในหรืออาการไข้ รวมทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อ โรคติดต่อต่าง ๆ นอกจากนั้นยังช่วยบรรเทาอาการปวด และทำให้ผิวพรรณดีขึ้น


10.เหงื่อมีสาร "เดอร์ เมดิซีน" มีสรรพคุณช่วยปกป้องผิวหนังจากการอักเสบ ที่ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคันมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ก่อนที่แบคทีเรียจะทำอันตรายกับผิว การอาบน้ำล้างหน้าบ่อย ๆ จึงทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังง่ายขึ้น การอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จึงดีที่สุด


11.สารระคายเคืองต่อผิวหนัง คือสิ่งที่จะทำให้ยาฆ่าเชื้อบนผิวหนังถูกกำจัด การเลือกซื้อน้ำยาต่าง ๆ ควรเลือกชนิดที่ไม่ทำความระคายเคืองให้กับผิวหนัง สังเกตได้หลังจากการใช้ จะทำให้ผิวแห้งผากและเกิดอาการคัน



 
 
12.วิธีทดสอบยาสีฟัน เพื่อจะได้รู้ว่ายาสีฟันนั้นใส่สารที่ทำลายเคลือบฟันรุนแรงหรือไม่ ให้นำยาสีฟันที่คุณใช้มาบีบขนาดประมาณเม็ดข้าวโพด ถูไปถูมาบนปฏิทินตั้งโต๊ะประมาณ 20 ครั้ง ถ้าสีของปฏิทินซีดจางเป็นสีขาว แสดงว่ายาสีฟันที่คุณใช้มีสารทำลายเคลือบฟันในปริมาณมาก ถ้าใช้ไปนาน ๆ จะทำให้ฟันกร่อน ฟันจะบางลง เกิดอาการเสียวฟันตามมา หรือบีบขนาดประมาณเม็ดข้าวโพดลงในแก้ว แล้วเติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยคนให้เข้ากัน หยดสารละลายไอโอดีนลงไป ถ้าน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำหรือม่วงแสดงว่ายาสีฟันนั้นมีแป้งผสมอยู่




13.วิธีทดสอบครีมอาบน้ำ นำครีมอาบน้ำหรือเจลเทใส่แก้วเล็กน้อย แล้วนำเกลือเทลงในแก้วคนให้

เข้ากัน ถ้าเกลือไม่ละลายจับตัวเป็นก้อนกับครีมอาบน้ำ แสดงว่าครีมอาบน้ำยี่ห้อนั้นไม่สามารถทำความสะอาดผิว หลังจากนั้นให้นำน้ำเปล่าเทใส่แก้วที่มีเกลือกับครีมที่ได้ผสมไว้ ถ้าเกลือไม่ละลายแล้วครีมยังลอยตัวเป็นก้อนอยู่ แสดงว่าเวลาคุณล้างครีมออก มันจะติดอยู่ที่ผิว ทำให้ผิวแห้งเหี่ยวในอนาคต



สุขภาพเป็นสิ่งที่เราสามารถวางแผนจัดการเพื่อให้เกิดสุขอนามัยได้ และการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข การแก้ไขย่อมดีกว่าการเพิกเฉย









คำอวยพรวันคริสต์มาส

Merry Christmas and Happy New Year. Hope the season finds you in good cheer.


ขออวยพรให้ท่านได้พบแต่สิ่งที่ดีๆ



Christmas Greetings Wishing you a prosperous New Year! Christmas Greetings

ขออวยพรให้ท่านจงเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูตลอดปีใหม่



Season’s Greetings– May love and laughter fill your life at Christmas and throughout the New Year.

เทศกาลแห่งการอวยพร ขออวยพรให้ความรัก และเสียงหัวเราะเติมเต็มชีวิตของคุณ ในวันคริสต์มาสตลอดไปถึงวันปีใหม่



My wishes for Christmas: 1. Joy to the world 2. Good will toward men 3. Pizza on Earth!

สิ่งที่ฉันปรารถนาในวันคริสต์มาสนี้ 1. คนทั่วโลกมีความสุข 2. ผู้คนอยู่กันอย่างสันติ 3.มีพิชซ่าให้กิน (โจ๊ก)



May the magic of love twinkle in your lives throughout the holidays and the upcoming new year.

ขอให้เวทมนต์แห่งความรักอยู่กับคุณตลอดวันหยุดและปีใหม่ที่จะมาถึงนี้เทอญ



Wishing you good times, good cheer, and a happy new year!

ขออวยพรให้มีช่วงเวลาที่ดี พร้อมด้วยกำลังใจที่เปี่ยมล้น และสวัสดีปีใหม่



Merry Christmas and many good wishes for a new year of happiness and prosperity.

สุขสันวันคริสต์มาสและสำหรับปีใหม่นี้ขออวยพรให้ประสบความสุขและความเจริญเทอญ



Wishing you a bright and delightful holiday season.

ขออวยพรให้คุณสดใสและชื่นบานตลอดเทศกาลวันหยุดนี้เทอญ



Wishing you all the happiness of the season and peace and prosperity in the new year.

ขออวยพรให้คุณมีความสุข ความสงบ และความเจริญในปีใหม่นี้เทอญ



May the holidays refresh your spirit and bring you new inspiration and happiness.

ขอให้วันหยุดนี้นำมาซึ่งจิตวิญญาณ แรงบันดาลใจและความสุข



Your friendship is a glowing ember through the year and each December

มิตรภาพที่กำลังงอกงามตลอดปีและเดือนธันวาคมนี้



A merry Christmas to everybody! A happy New Year to all the world!

สุขสันต์วันคริสต์มาสนะทุกคน! สวัสดีปีใหม่ทั่วโลก!



With love and appreciation at Christmastime and always.

ด้วยรักและความชื่นชม สุขสันต์วันคริสต์มาสและตลอดไป



May your home be filled with the love of Christmas.

ขอให้บ้านของคุณเต็มไปด้วยความรัก สุขสันต์วันคริสต์มาส



Wishing you a beautiful holiday season and a new year of peace and happiness.

ขออวยพรให้มีวันหยุดที่สวยงามและวันปีใหม่ที่สงบและมีความสุข



May the holidays bring you pleasant memories and much happiness.

ขอให้วันหยุดนี้นำมาซึ่งความทรงจำดี ๆ และความสุขที่เปี่ยมล้น



May the magic of Christmas be with you in every season.

ขอให้เวทมนต์ของวันคริสต์มาสอยู่กับทุก ๆ เทศกาลด้วยเทอญ



May all the joys of the season be yours.

ขอให้ความปีติยินดีอยู่กับคุณตลอดเทศกาลเทอญ



Wishing you the brightest of holidays!

ขออวยพรให้คุณมีวันหยุดที่สดใส!



May the peace and beauty of the season remain with you throughout the coming year.

ขอให้ความสงบสุขและความสวยงามของเทศกาล ยังคงอยู่กับคุณตลอดปีใหม่ที่จะมาถึงนี้เทอญ



Wishing you a holiday season filled with peace and joy.

ขออวยพรให้เทศกาลวันหยุดนี้ เต็มไปด้วยความสงบสุขและความปีติยินดี



Write it on your heart: That every day is the best day of the year. Happy New Year!

เขียนคำนี้บนใจคุณ : ทุก ๆ วัน เป็นวันที่ดีที่สุดของปี สวัสดีปีใหม่!



Wishing you a very Merry Christmas and the happiest of New Years.

ขออวยพรให้มีความสุขในวันคริสต์มาสและมีความสุขที่สุดในวันปีใหม่



May the warmth and peace of the holiday season be yours today and always.

ขอให้ความอบอุ่นและความสงบสุขของเทศกาลวันหยุดนี้ จงประสบแก่คุณในวันนี้และตลอดไป



Wishing you all the joys of Christmas and happiness throughout the New Year.

ขออวยพรให้สุขสันต์วันคริสต์มาสและมีความสุขตลอดปีใหม่นี้เทอญ











19 ธ.ค. 2554

8 คีโม กับ มะเร็ง และการดำรงค์ชีวิต




หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็งในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีกข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกายเซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐานจนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็ง ในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้วมันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้ เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอจนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอเซลมะเรงจะถูกทำลายและป้องกัน ไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก

4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต

5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการการเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหาร รวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

6.การทำคีโมคือการให้สารเคมี ที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งทีกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูกทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯและเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลายเช่นตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ

7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ

8. การบำบัดโดยคีโมและการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆอย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไประบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลงดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อ ยา และยากต่อการทำลายการผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย




11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็งคือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัวอะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง

a. น้ำตาลคืออาหารของมะเร็งการตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็งสารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น "" นิวตร้าสวีต "" "" อีควล "" "" สปูนฟูล "" ฯลฯล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตรายสารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์)หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้นเกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ " แบรก อมิโน หรือเกลือทะเลแทน

b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหารเซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือกการใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร

c. เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแวดล้อมที่เป็นกรดอาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุดรองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ดถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่างอาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่วน้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่าย และซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดีเพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด (ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)

e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนส่วนชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งน้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง้เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรดให้หลีกเลี่ยง

 

12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการ ย่อยเนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอ มาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็งและช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

 

14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositolhexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac,สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ)เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้นสารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซลหรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซลซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลายซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป


15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณการป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวก จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง....ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจจะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้นให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัยเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต


16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโต ได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้่ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็น วิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง

 


รถโดนน้ำท่วม ..ดูอย่างไรจึงจะรู้ว่าย้อมแมวขาย

อีกครั้งที่นี่เป็นมหาวิปโยคของวงการรถมือสอง เพราะไม่มีใครที่อยากจะใช้รถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมและได้รับความเสียอย่างหนัก แต่นี่อาจเป็นโอกาสของใครบางคนที่รู้จักเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสและมันทำให้รถที่ถูกน้ำท่วมหลายคันเข้าสู่เต๊นท์รถมือสอง


นี่เป็นข่าวล่ามาเร็ว และเราอยากให้หลายคนที่กำลังมองหารถมือสองคันใหม่มาขับได้รู้ เพราะเราไม่แน่ใจว่าคุณอาจจะเจอแจ๊คพอทหรือไม่ และวันนี้เราจะพาไปรู้จักรถมือสองที่ถูกน้ำท่วมว่าดูอย่างไรจึงจะรู้



1.จับจุดตัวถัง สิ่งแรกที่เราสามารถเห็นได้และพอที่จะเดาประวัติว่ารถคันนั้น ถูกน้ำท่วมมาหรือไม่ควร เริ่มจากที่ตัวบอดี้รถกันก่อน ซึ่ง หากมีจุดที่ผุหรือเกิดสนิมในบริเวณที่ไม่ควรจะเกิด ให้สันนิษฐานกันก่อนเลยว่า รถคันดังกล่าวนั้นถูกน้ำท่วมมา โดยดูจากรอยจะเข็บตัวถัง ในจุดต่างๆ โดยเฉพาะ ใต้ท้องรถ อันนี้ของมันฟ้องกันอยู่แล้ว ดูได้ง่ายๆไม่ยาก โดยเฉพาะในพวกชุดช่วงล่างหรือใต้ท้อง ยิ่งแชสซีนี่ใช่เลย

2. กลิ่นห้องโดยสาร ตามปกติแล้วบรรดาผู้จัดจำหน่ายรถยนต์มือสองในปัจจุบันจะมีการปรับปรุงรถก่อนมาตั้งจำหน่าย และแน่นอนว่า มันยากที่จะทำให้เรารู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวนั้นถูกน้ำท่วมมาหรือไม่ ซึ่งตามปกติแล้ว เบาะ พรม และทุกอย่างจะถูกนำออกไปซัก เพื่อขจัดคราบต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะจำกัดคือ กลิ่นในห้อง โดยสาร ที่จะติดรถอยู่อย่างนั้น เนื่องจากน้ำที่ท่วมนั้นเป็นน้ำโคลน กลิ่นต่างๆจะอยู่เป็นเวลานานและถือเป็นหลักฐานที่สำคัญ



3. เครื่องยนต์ช่วยชี้แนะ เครื่องยนต์เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความสำคัญในการบ่งบอกประวัติรถยนต์คันนั้น และกับในกรณีน้ำท่วมเช่นกัน ที่เครื่องยนต์คงจะถูกยกออกมาถอดประกอบเพื่อล้างไส้ในจากน้ำโคลนที่เข้าไป แต่หลายๆอู่ มักจะไม่นิยมเปลี่ยนน๊อตตัวเครื่องยนต์ใหม่สักเท่าไรนัก และ เมื่อเหล็กอยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ น๊อตก็จะเป็นสนิมหรือมีร่องรอยการยากาวในการถอดประกอบเครื่อง โดยเฉพาะ ส่วนฝาสูบ หรือไม่ถ้ามีความรู้สึกว่าเครื่องยนต์มันดูใหม่เกินไปนั้น ให้ลองดูอย่างละเอียดดี เพราะบางครั้ง เขาก็ใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องเอาก็เป็นไปได้



4. ระบบไฟฟ้า อีกประการที่แก้ไม่จบ น้ำกับไฟฟ้าไม่ใช่ของถูกกัน และแน่นอนว่า มันหมายถึงระบบไฟฟ้าภายในรถที่อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ปัจจุบันถือว่าละเอียดอ่อนมาก และถ้ารถคันดังกล่าว มีอาการประเภทเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อย่าง กระจกไฟฟ้า แล้วทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง อันนี้สันนิษฐานได้ว่า อาจเคยจมน้ำมา เนื่องจากความชื้นที่ยังจับตัวแน่นในแผงวงจรทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ และมันมักจะทำให้รถคันดังกล่าว มีปัญหาแบบแปลกๆ



ทั้งหมดนี้เป็นหลักการเบื้องต้นในการดูรถมือสอง ว่าจมน้ำมาหรือไม่ เพราะรถเหล่านี้ ถ้าซ่อมมาไม่ถึงก็จะไม่จบ แม้จะไม่ใช่รถอุบัติเหตุก็ตาม อย่างไรก็ดีการซื้อรถมือสอง ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรจะให้ผู้ชำนาญการไปร่วมในการพิจารณา ก่อนการตัดสินใจการซื้อรถ



อาจจะเป็นเรื่องที่ดูไม่น่าจะเชื่อ แต่เราในฐานะผู้ซื้อควรระวังไว้ เพราะรถจมน้ำ โอกาสที่คุณจะซ่อมให้มีสภาพเหมือนเดิมนั้นยากกว่าที่คุณคิดยิ่งนัก และมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดู โดยเฉพาะรถสมัยนี้นั้นจะถูกจับอาบน้ำก่อนทุกครั้งที่นำมาวางจำหน่าย