29 ม.ค. 2552

สุดยอดแห่งการรวบรวมความรู้รถยนต์ (1)

1. ยางมะตอยติดล้อรถ หากคุณเผลอไผลหรือหลบเลี่ยงไม่ได้ ต้องขับรถเข้าไปในบริเวณที่มีการซ่อมถนนอยู่ และมีการราดยางมะตอยใหม่ ๆ ยางมะตอยหรือน้ำมันดิบที่เปรอะเปื้อนล้อรถและตัวถัง ให้ใช้เบ็คกิ้งโซดาละลายรอยเปื้อนต่าง ๆ ก็จะออกได้

2.สำรวจกระจกอย่าให้มีรอยร้าว รอยร้าวที่กระจกเพียงเล็กน้อย จะทำให้ขยายวงกว้างไปสู่การแตกใหญ่ได้ ต้องหมั่นสำรวจอยู่เสมอ การเปิดแอร์เย็นจัดในขณะอากาศภายนอกร้อนจะทำให้กระจกหดตัวอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุให้เกิดการแตกของกระจกได้

3.. ทำยังไงเมื่อกระจกหน้ารถแตกละเอียด อุบัติเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นได้เมื่อรถแล่นด้วยความเร็วสูง ต้องควบคุมสติให้ได้ผ่อน คันเร่งหาที่จอดอย่าปลอดภัยหากระดาษหนังสือพิมพ์มาคลุมหน้าปัดรถและกระโปรงรถใกล้กระจกหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เศษกระจกปลิวเข้ามา แล้วจึงหาอะไรมาค่อย ๆ ทุบกระจกที่แตกค้างออกแล้วขับรถไปหาอู่ซ่อมโดยเร็ว

4.. ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดกระจก แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อโรคและยังใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เป็นแก้วหรือกระจกได้ กระจกรถของคุณที่มีคราบสกปรก จะถูกขจัดได้อย่างง่ายดายด้วยแอลกอฮอล์

5. กระจกหน้ารถต้องสะอาดอยู่เสมอ กระจกหน้ารถที่สะอาด เมื่อเวลาฝนตกใบปัดน้ำฝนจะทำความสะอาดได้เร็วมากขึ้นมาก ควรลดอัตราเร็วลงหากอุปกรณ์ปัดน้ำฝนทำงานไม่ทันกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

6.เครื่องเป่าผมก็มีประโยชน์รถที่สตาร์ทไม่ติดอันเนื่องมาจากปัญหาความชื้นลองใช้เครื่องเป่าผมเป่าความร้อนบริเวณเครื่องยนต์ที่คิดว่ามีความชื้นจนกว่าจะแห้ง แล้วลองสตาร์ทใหม่ดูอีกครั้ง

7. เด็กเล็กก็ควรคาดเข็มขัดอุบัติเหตุหลายครั้งเด็กเล็กต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวนมาก ในเมืองนอกได้ออกแบบที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กไว้อย่างมาตรฐาน โดยเฉพาะมีเข็มขัดนิรภัยให้เด็กคาดเข็มขัดด้วยสำหรับเมืองไทยที่ยังไม่มีที่นั่งเด็กแพร่หลายก็อาศัยพี่เลี้ยงหรือผู้โดยสารไปด้วยคอยดูแลอย่าปล่อยให้เด็กเป็นอิสระเด็ดขาด

8.อุปกรณ์พยาบาลที่ควรจะมีในรถเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน คุณควรมีสิ่งเหล่านี้ไว้ในรถ พลาสเตอร์, ผ้าพันแผล ขวดพลาสติคใส่น้ำสะอาดไว้ กรรไกร คีม ผ้าพันแผลแบบยืดหดได้ โคมไฟฟ้า เหรียญ(สำหรับโทรศัพท์)

9. กุญแจสำรอง ไม่มีใครที่ขับรถแล้วไม่เคยลืมกุญแจไว้ในรถ กุญแจสำรองจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งคุณควรนำติดตัวไว้อยู่เสมอ เมื่อเวลาคุณล็อคหรือทำกุญแจหายก็จะไม่เดือดร้อน

10. อย่าใช้น้ำทำความสะอาดไฟรถ น้ำจะทำให้เกิดความชื้นและทำให้เกิดสนิม เป็นปัญหาต่อเนื่องให้เกิดไฟช็อต จึงควรใช้เมทิลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดแทน ซึ่งจะขจัดคราบสกปรกและรอยต่าง ๆ ได้ดีกว่าอีกด้วย

11. ดินโคลนเจ้าปัญหา อย่าปล่อยให้ดินโคลนติดอยู่กับรถตลอดเวลา ควรเอาใจใส่ทุก ๆ จุดแม้ใต้ท้องรถที่คิดว่าดินโคลนจะไปจับเกาะติดไว้ ต้องล้างและฉีดด้วยสายยาง ออกให้หมดเพราะดินโคลนจะทำให้รถเป็นสนิมได้

12. เทคนิคล้างรถไม่ต้องเช็ดหลังจากล้างรถแล้ว น้ำสุดท้ายที่จะล้างให้ผสมน้ำยาล้างจานลงในถังด้วย ใช้ฟองน้ำชุบถูให้ทั่วคันรถทิ้งไว้ให้แห้งเองไม่ต้องใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหมือนวิธีเก่า เท่านี้รถก็จะขึ้นเงาเอง

13. ขัดสีรถให้เงางามอยู่เสมอ รถที่ซื้อมาใหม่ ๆ สีเงางามน่าใช้ ขับไประยะเวลาหนึ่งสารเคมีที่ใช้ล้าง และแสงแดดจะทำให้สีของรถหมองไปควรนำรถไปขัดสีตามอู่หรือศูนย์อย่างน้อยปีละ 4 ครั้งสีของรถคุณก็จะเงางามอยู่เสมอ

14.ล้างรถอาทิตย์ละครั้ง ผู้ใช้รถบางคนมีปัญหากับการล้างรถ ไม่มีเวลาบ้างขี้เกียจบ้าง ควรล้างรถอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อขจัดเศษดินและหินที่เกาะติดกับรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้รถอยู่บริเวณที่อยู่ในเขตอุตสากรรมหรือใกล้ชายทะเลควรล้างบ่อยครั้งขึ้น เพราะเกลือและความเค็มจากชายทะเลจะจับผิวของรถทำให้รถเสียหายเร็วขึ้น

15. ป้องกันสีรถจากโรงรถ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ผู้ขับขี่ที่มีโรงรถแคบ ๆ ใหญ่กว่ารถไม่เท่าไหร่ให้มีฝีมือยังไงสักวันก็ต้องพลาดเฉี่ยวขูดสีรถถลอกทางที่ดีควรหาโฟมบาง ๆ มาติดกาวข้างกำแพงไว้สองข้าง ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

16. ตรวจสนิมรถด้วยแม่เหล็ก รถปัจจุบันส่วนใหญ่ตัวถังจะฉาบด้วยยากันสนิม ซึ่งเป็นฉนวน บริเวณที่กระเทาะแล้วเกิดสนิมจะทำให้เกิดแรงดึงดูดกับแม่เหล็ก

17 .เรื่องของสีรถ หากสีรถเกิดถลอกและเป็นสนิม หรือมีปัญหาอื่น ๆเกี่ยวกับสีรถไม่ควรลงมือแก้ไขเอง เช่น เช็ด ขูด ควรนำรถเข้าอู่ ให้ช่างที่มีความชำนาญดูแล มิฉะนั้นจะทำให้เกิดรอยด่างของสีรถได้

18. หม้อน้ำรั่วกะทันหัน การแก้ไขหม้อน้ำรั่วแบบชั่วคราว โดยการหาอะไรก็ได้มาอุดรอยรั่วไม่ให้น้ำรั่วซึมออกมา โดยใช้คลั่ง ดินน้ำมันหรือหมากฝรั่งที่เราเคี้ยวแล้วก็ได้หรืออาจจะใช้สบู่หรือเทียนไขในกรณีที่หาไม่ได้ แล้วรีบนำรถเข้าอู่ซ่อมทันที

19. ฝาน้ำมันควรใช้แบบที่ล็อคได้ เป็นการป้องกันการที่ผู้อื่นจะนำรถของคุณ ออกไปใช้การล็อคฝาน้ำมันจะทำให้เติมน้ำมันไม่ได้ เมื่อน้ำมันหมดถัง ขโมยไปก็ไม่มีประโยชน์

20. ท่อไอเสียชำรุด มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อออกรถไปได้ขณะหนึ่ง แล้วท่อไอเสียขาดครูดไปกับท้องถนนต้องซ่อมเดี๋ยวนั้นโดยผูกมัดด้วยลวดให้ใช้งานได้ชั่วคราวก่อน อย่าใช้เชือกผูกเด็ดขาด เพราะความร้อนจะทำให้เชือกขาดอีกครั้ง

21. ระดับของน้ำมันเครื่องควรเติมให้ต่ำกว่าระดับขีดของด้ามวัดเล็กน้อยหากเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ มิฉะนั้นหา เมื่อคุณติดเครื่อง น้ำมันเครื่องอาจขยายตัวล้นออกมาได้

22. การใช้น้ำมันหล่อลื่น การเติมน้ำมันหล่อลื่นต้องรักษาปริมาณให้ถึงขีดกำหนดของรถเสมอ น้ำมันหล่อลื่นเป็นสารอันตรายต่อผิวหนัง ควรล้างมือทันทีและเก็บภาชนะบรรจุน้ำมันให้ห่างไกลจากมือเด็ก

23.น้ำมันท่วม รถที่จอดนิ่งอยู่สตาร์ทหลายทีก็ไม่ติด แถมยังได้กลิ่นฉุนของน้ำมันแสดงว่าน้ำมันได้ท่วมคาร์บูเรเตอร์ แล้วคอยอย่างน้อยสิบนาทีเพื่อให้น้ำมันระเหยแล้ว เริ่มติดเครื่องใหม่อีกครั้ง

24.. กรวยเติมน้ำมันฉุกเฉิน น้ำมันแห้งสนิทกลางทาง ซื้อน้ำมันใส่แกลลอนมาแต่ดันลืมติดกรวยมาด้วย ไม่ยากเลย เพียงหาถ้วยใส่น้ำอัดลมพลาสติค ผ่าแล้วม้วนเป็นรูปกรวยมาเป็นที่เติม หรือใช้กระดาษทบกันหลาย ๆ ชั้น มาพับเป็นรูปกรวยก็ได้พอจะแก้ขัดไปครั้งหนึ่ง

25.. ฟิวส์ซองบุหรี่ ระบบไฟฟ้าของรถใช้ฟิวส์เป็นตัวเชื่อมไฟ หากฟิวส์เกิดขาดกะทันหัน แก้ปัญหาได้ โดยใช้กระดาษตะกั่วห่อซองบุหรี่หรือกระดาษห่อช็อกโกแลตมาหุ้มฟิวส์นั้นแล้วนำไปใช้ต่อฟิวส์นั้นก็จะทำงานได้ชั่วคราว

26 . ตรวจเบรกก่อนจะไม่ได้เบรก จะรู้ว่าเบรคใช้งานได้หรือไม่ ก็ต้องออกรถเคลื่อนที่ซึ่งอันตรายมากหากรถไปอยู่บนท้องถนนแต่มีวิธีตรวจสอบขณะรถอยู่กับที่ โดยลองเหยียบเบรคประมาณ 1 นาที เมื่อเริ่มติดเครื่องยนต์ หากแป้นเหยียบเบรคอยู่ในตำแหน่งใกล้ติดพื้น เบรคของเรามีปัญหาแน่ ๆเข้าอู่แก้ไขก่อนจะดีที่สุด

27. เติมน้ำมันล้นถังไม่เป็นผลดี ในสภาพอากาศร้อนจัดอย่าเติมน้ำมันจนล้นถัง เพราะความร้อนจะทำให้เพิ่มความดัน มีผลทำให้น้ำมันขยายตัวลื่นไหลออกจากถังเกิดอันตราย สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

28..ดอกยางมาตรฐาน ดอกยางที่ดีที่ถือว่าเกาะถนนได้เยี่ยม ต้องมีขนาดอย่างน้อย 3-5 มม. หากน้อยกว่านี้ถือว่าใช้ไม่ได้และผิดกฏหมาย เพราะจะจับถนนไม่ได้มีผลให้ตอนเบรก มันไม่สนิทอยู่กับที่

29.. ถนอมยางรถให้ใช้งานได้นาน ล้อรถสามารถสลับตำแหน่งกันได้ ควรเปลี่ยนตำแหน่งของมันจากข้างหน้ามาข้างหลังทุก ๆ 10,000 กม. แต่ไม่ควรสลับจากข้างหนึ่ง ไปยังอีกข้างหนึ่งจะเกิดอันตรายเวลารถเคลื่อนที่เร็ว ๆ ได้

30. หัดเปลี่ยนยางไว้บ้างก็ดี กรณีที่เราขับรถออกทางไกลที่เปลี่ยว ๆ ห่างจากปั๊มน้ำมันข้างทางแล้วเกิดยางรั่วยางแตก การเปลี่ยนยางอะไหล่ต้องใช้ความสามารถของตนเอง การศึกษาวิธีการเปลี่ยนจากคู่มือ และหัดลองเปลี่ยนขณะจอดรถอยู่ให้คล่อง มิฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว มีหวังคุณได้นอนหง่าวอยู่ในรถคนเดียวทั้งคืนแน่

31.ยางโดนตะปูเจาะ ประการแรกให้เปลี่ยนยางอะไหล่ทันที ถ้าไม่มียางอะไหล่ สำรวจยางเส้นนั้นว่ามียางในหรือไม่ ประการสำคัญไม่ควรดึงตะปูออกก่อนจะทำให้เวลาขับเคลื่อนรถ ยางจะแตก ระเบิดได้ควรขับออกไปช้า ๆ อย่างระมัดระวังประคับประคองให้ไปถึงอู่หรือปั๊ม ทำการปะให้เรียบร้อย

32. ยางอะไหล่ต้องพร้อมเสมอ รถเกือบทุกคันก็มักมียางอะไหล่ติดไว้เสมอ อย่าลืมที่จะตรวจสอบสภาพของยางอะไหล่บ้าง เป็นต้นว่าลมยางต้องมีความดันมาตรฐานเสมอ ไม่อ่อนจนเกินไป เพราะหากเกิดฉุกเฉินขึ้นมา ยางอะไหล่รั่วหรือแตก สถานการณ์จะเลวร้ายไปกันใหญ่

33. ยางรถยนต์เก่าก็มีประโยชน์ ยางรถยนต์เก่าที่ไม่ใช้แล้ว นำไปผูกแขวนไว้ในโรงรถ ตรงที่หัวรถจะแล่นเข้าจอด ยางจะเป็นกันชนเมื่อเวลาเราถอยรถเข้าเก็บในที่จอดรถ

34. เบรกจม อุบัติเหตุบางครั้งเกิดจากการที่อยู่ดี ๆ คันเบรกก็จมซึ่งทำให้การหยุดรถทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นเช่นนี้ให้ลดความเร็วลงค่อย ๆ ปั๊มเบรกสองสามครั้งเพื่อให้ความร้อนไปไล่ฟองอากาศและความชื้น จากนั้นจึงค่อย ๆ ขับไปด้วยควมเร็วเป็นปกติ

35. อาการแบตเตอรี่หมดอีกกรณีที่สตาร์ทเครื่องรถไม่ติด แล้วไฟหน้ารถไม่สว่างให้สันนิษฐานได้ว่าแบตเตอรีหมดให้ชาร์จใหม่ได้ทันทีหากทำไม่เป็นก็ตามช่างหรือติดต่อศูนย์ที่คุณซื้อรถก็ได้

36. ความร้อนสูงผิดปกติ สังเกตุได้จาก เข็มชี้ระดับความร้อนที่หน้าปัดขึ้นสูงกว่าธรรมดา อย่าขับรถต่อไป เพราะจะทำให้รถได้รับความเสียหายร้ายแรงได้ ต้องหาที่ร่มจอดรถ เปิดฝากระโปรงทิ้งไว้ รอจนกว่าเครื่องยนต์จะเย็นลงในระดับปรกติ จึงค่อยเดินทางต่อไป

37. กรณีที่เกิดจากน้ำในหม้อน้ำพร่องไป ต้องรออย่างน้อย 10 นาทีถึงจะเปิดฝาหม้อน้ำเติมน้ำได้

38. เบรกเสียกะทันหัน เบรกที่ถูกใช้มากในบางกรณี อาจทำให้เสียหรือผ้าเบรกสึก มีผลให้รถเบรคไม่ค่อยอยู่ วิธีแก้ไขคือ ให้จอดรถชั่วคราว เพื่อให้เบรคพักการทำงานระยะหนึ่ง

39..รถเสียระวังเสียรถ เมื่อรถคุณเกิดเสียกลางทางแล้วมีอาสาสมัครเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ หากคุณไม่แน่ใจพฤติกรรมอย่าลงจากรถเด็ดขาด ให้ลดกระจกลงเล็กน้อยแล้วพูดผ่านกระจก ล็อคประตูไว้ วานให้ช่วยไปโทรศัพท์หาผู้ที่คุณต้องการจะติดต่อด้วยจะดีที่สุด

40.รถติดอย่าหยุดติดรถ ปัญหารถติดบ้านเราเลี่ยงกันไม่พ้นขณะขับรถไปต่อคันที่หยุดข้างหน้าควรเว้นช่วงไว้ให้ห่างพอที่รถจะเคลื่อนตัว ไปซ้ายขวาได้ เป็นการเผื่อเอาไว้หากเกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายด้านหน้ารถจะได้ไม่ถูกอัดก๊อปปี้เสียหายทั้งรถและชีวิต

41. คลื่นรบกวนวิทยุ เกิดขึ้นหลายกรณี เพราะรถของเราเคลื่อนที่ตลอดเวลา โอกาสที่จะจับให้คลื่นคงที่คงเป็นไปได้ยาก แต่อาจเกิดจากเสาอากาศวิทยุเป็นสนิม คงต้องหมั่นดูแลโดยใช้น้ำมันหล่อลื่นเช็ดด้วยความระมัดระวังให้ทั่ว วิทยุก็อาจมีคลื่นรบกวนน้อยลง ฟังดูชัดขึ้นก็ได้

42.บำรุงรักษาแอร์รถรถที่จอดไว้เฉย ไม่ติดเครื่องนานหลายสัปดาห์ นอกจากจะมีปัญหาที่เครื่องยนต์ แอร์ก็มีปัญหาด้วย ควรเปิดแอร์ทิ้งไว้บ้างอย่างน้อย 10 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยาทำความเย็นไหลแยกออกมาจนต้องเสียค่าใช้จ่ายเติมน้ำยาใหม่

43. ลากเกียร์ทำให้คลัตช์เสียเร็ว การใช้เกียร์ควรทำให้เหมาะสมและถูกจังหวะอย่าลากเกียร์บ่อย จะทำให้คลัทช์เสียเร็วและยางหมดอายุเร็วขึ้น

44. อย่าขับรถจนน้ำมันหมดถัง การขับรถจนน้ำหมดถัง จะทำให้เครื่องกรองน้ำมันมีโอกาสเสียได้มาก เนื่องจากตะกอนบางอย่างที่สะสมอยู่ในถังจะไปค้างที่เครื่องกรอง

45.อย่าใช้อิฐแทนแม่แรงรถ อิฐสร้างบ้านก้อนที่แข็งที่สุดยังสามารถแตกได้อย่าใช้รองหรือหนุนรถแทนแม่แรงต่างหาก เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

46.. การปรับพวงมาลัยรถรุ่นใหม่ สามารถปรับแกนพวงมาลัยให้เข้ากับสภาวะร่างกายของผู้ขับขี่ได้ อย่าปรับให้พวงมาลัยอยู่ในตำแหน่งที่มองแผงหน้าปัดยาก ล็อคแกนพวงมาลัยให้มั่นคงหลังจากปรับตำแหน่งจนได้ที่แล้ว ห้ามปรับพวงมาลัยในขณะรถเคลื่อนที่เด็ดขาด

47.. การควบคุมอารมณ์ การขับรถจำเป็นที่จะต้องควบคุมอารมณ์ ด้วยความอดทนยิ่งในสภาพรถติดแสนสาหัส แบบบ้านเรายิ่งต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่สวมวิญญาณร้ายขณะขับรถ ไม่ใช้วาจาหยาบคาย และอย่าพยายามสั่งสอนบทเรียนต่อผู้อื่น

48.โกรธและหงุดหงิดอย่าขับรถเด็ดขาด อารมณ์โกรธและหงุดหงิด มีผลเสียอย่างยิ่งต่อการใช้รถใช้ถนน ความกดดันทางอารมณ์จะทำให้มีผลต่อเนื่องไปยังผู้ขับขี่รถคนอื่น และนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงได้

49.อย่าตอบโต้กับผู้ขับขี่รายอื่นหากคุณอารมณ์เสียเนื่องจากผู้ขับขี่รถคันอื่นต้องพยายามเก็บกดอารมณ์ไม่ตอบโต้ การตอบโต้จะทำให้เกิดผลร้ายต่อเนื่องอย่างน้อยจะทำให้เราขาดสมาธิขาดการสังเกต สุดท้ายก็ลงเอยด้วยอุบัติเหตุ เป็นไปได้น่าจะจอดรถสงบสติอารมณ์สักครู่

50.หลีกเลี่ยงการเดินทางในสภาพอากาศเลวร้าย เรามั่นใจแค่ไหนในการขับขี่รถในสภาพอากาศ ที่เลวร้าย เช่น ฝนตกหนัก หมอกลงจัด ทางที่ดีควรจะงดการขับรถ หันไปใช้บริการของรถสาธารณะจะดีกว่า ทั้งนี้ต้องติดตามการพยากรณ์ของอุตุนิยมวิทยา

51. เกียร์สูงสุด เป็นเกียร์ที่ใช้กับอัตราเร็วสูงแต่ให้กำลังน้อยที่สุดเราจะใช้เกียร์สูงสุดกับอัตราเร็วของรถยนต์ที่แตกต่างกันได้มา คุณสามารถใช้แล่นด้วยความเร็วคงที่บนถนนทางตรง

52.อย่าให้ไฟดวงหนึ่งดวงใดขาด การใช้สัญญาณไฟจะทำให้รถคันอื่นที่ตามหลัง หรือสวนทางเข้าใจในเจตนาของเรา แต่หากไฟสัญญาณดวงหนึ่งดวงใดขาดไป จะทำให้เป็นอันตรายแก่การใช้รถใช้ถนนควรตรวจสอบและหาฟิวส์ หรือไฟอะไหล่ไว้ในรถบ้าง

53.ไฟเตือนภัยมีความสำคัญอย่าขับรถยนต์ออกไปเด็ดขาดกรณีที่มีการเตือนของไฟบนแผงหน้าปัดขึ้น เช่น ไฟเตือนความดันน้ำมันหล่อลื่นเพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

54. กระพริบไฟหน้าแทนแตร การใช้ไฟสูง-ต่ำของไฟหน้า ทำให้เกิดการกระพริบสามารถเตือนผู้ขับขี่รายอื่นด้วย ที่คาดว่าจะไม่ได้ยินเสียงแตรจากรถของเรา

55.อย่าปล่อยเกียร์ว่างให้รถเคลื่อนลงทางลาดเอง ไม่ถูกต้องการปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ใช้การขับเคลื่อนจะทำให้ควบคุมรถยนต์ยาก โดยเฉพาะพวงมาลัยและเบรคเกียร์จะเข้ายากขึ้นอีกด้วย

56. ลดเกียร์ไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับการลดลงเกียร์ต่ำไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ เช่น จากเกียร์ห้ามาเกียร์สาม จากเกียร์สามมาเกียร์หนึ่ง เช่นนี้ จะทำให้เรามีเวลามองถนน และจับพวงมาลัยได้นานขึ้น

57. ใกล้ทางแยกอย่าเปลี่ยนเลนกะทันหันต้องตัดสินใจให้ดีว่าคุณกำลังจะไปทางไหน+ ซ้าย-ขวา หรือตรง อย่าตัดเลนซ้ายมาขวา หรือขวามาซ้าย บริเวณใกล้ทางแยกจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือไม่ก็ถูกตำรวจจับแน่นอน

58.จะไม่มีการชนท้ายรถคนอื่นเด็ดขาดไม่ขับชิดคันหน้าเกินไปหรือกะระยะการทำงานของเบรคได้ถูกต้อง

59.. สิ่งกีดขวางกลางถนน บังเอิญสิ่งกีดขวางอยู่ในช่องจราจรของเรา ตามหลักเราต้องให้รถยนต์วิ่งสวนทางมาผ่านไปก่อน กรณีสิ่งกีดขวางอยู่ฝังตรงข้ามอย่าผลีผลามเหยียบคันเร่งเลยไป เพราะรถคันสวนทางเราอาจไมยอมหยุดรถและหลบสิ่งกีดขวางออกมาในเลนของเราหน้าตาเฉย

60. สิ่งกีดขวางอยู่บนเนินนับว่าเป็นเรื่องท้าทายให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้เบรคจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะนำมาจัดการแก้ปัญหานี้

61. อย่าเพิ่งดับไฟขณะรุ่งสางการรีบดับไฟเมื่อขับรถตอนรุ่งสาไม่เป็นผลดีต้องให้แน่ใจว่า คุณสามารถมองเห็นถนนและผู้ขับขี่คันอื่นอย่างชัดเจนเสียก่อนจึงค่อยดับไฟ กรณีรถมีสีคล้ำ ดำ หรือน้ำเงิน ซึ่งไม่ค่อยสะท้อนแสงต้องเปิดไฟแต่เนิ่น ๆเมื่อเริ่มจะมือและปิดไฟช้ากว่าคันอื่นเมื่อเวลารุ่งสาง

62.แซงรถที่กำลังวิ่ง ต้องเข้าใจว่ารถคันหน้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็ว หนึ่งหากเราคิดจะแซง แน่นอนว่าความเร็วของรถเรา ต้องมากกว่า เมื่อหักลบกับความเร็วคันหน้าก็จะได้ระยะทางที่ต้องใช้ในการแซงนั่นก็คือ แซงรถกำลังวิ่งครั้งหนึ่งต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ทางที่ดีไม่แน่ใจอย่าแซงจะดีกว่า

63. แซงระทางชันหากเป็นรถที่บรรทุกของหนักและวิ่งช้ากว่าเราการแซงจะใช้เวลาสั้นลงอย่างมากแต่พึงระวังรถสวนเลนตรงข้าม ซึ่งจะวิ่งลงทางลาดด้วยความเร็วสูง

64.อย่าเร่งรถหากกำลังถูกแซง จะเป็นการผิดมารยาทอย่างยิ่ง หากรถของคุณที่กำลังถูกแซงเร่งเครื่องหนีด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นว่ารถคันขวาของคุณกำลังจะถูกแซง ต้องชะลอความเร็วรถของคุณเพื่อให้รถของเขาแซงขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

65.ขับรถขึ้นเขา กรณีขับรถขึ้นเขาหรือเนินแน่นอนว่ารถของคุณต้องใช้กำลังเพิ่มมากขึ้น การขับต้องเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำกว่าเดิมเพื่อรักษาความเร็วของรถ การเปลี่ยนเกียร์ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพราะขณะที่เรายกเท้าออกจากคันเร่งแล้วเหยียบคลัตช์เปลี่ยนเกียร์

66. ขับรถลงทางลาดขึ้นเนินใช้เกียร์ต่ำเพื่อรักษาความเร็วของรถ ลงทางลาดก็ต้องใช้เกียร์ต่ำ เพื่อลดอัตราเร็ว ของรถแทนการใช้เบรค เพราะหากใช้เบรคในทางลาดมากไป จะทำให้เบรกลื่นและจับไม่อยู่ เนื่องจากมีความร้อนสูง

67. ออกตัวของรถขึ้นทางชัน ผู้ขับขี่มือใหม่มักมีปัญหาการออกตัวขึ้นเนินแล้วรถเคลื่อนที่ถอยหลัง ต้องฝึกให้มีความสามารถในการใช้คันเร่งคลัตช์และเบรคมือพร้อมกัน โดยใช้เท้าซ้ายกดแป้นคลัตช์ลง โยกคันเกียร์จากเกียร์ว่างไปยังเกียร์หนึ่ง ใช้เท้าขวากดแป้นคันเร่ง โดยกดให้มากกว่าการออกตัวบนพื้นระดับ และต้องกดอย่างสม่ำเสมอตามปริมาณของความชัน

68. จดรถหันหน้าขึ้นเนินหลีกเลี่ยงได้ควรหลีก แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดให้ชิดขอบขวาทางด้านซ้ายมากที่สุด หมุนพวงมาลัยให้ล้อหันไปทางขวาป้องกันการเคลื่อนที่ถอยหลังเป็นเกียร์หนึ่งและใช้เบรคมือให้มั่นคง

69.จอดรถหันหน้าลงเนินหมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายให้ล้อหันเข้าหาขอบทางเท้า ป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนที่เดินหน้าใส่เกียร์ถอยหลังและเบรคมือไว้

70. ทางโค้งนะ ให้สังเกตป้ายจราจรว่า โค้งไปทางขวาหรือทางซ้าย การเข้าโค้งให้ใช้เบรคเท้าควบคุมความเร็วของรถ เลือกเกียร์ให้เหมาะสมใช้คันเร่งอย่างระมัดระวัง และบังคับรถให้ชิดเส้นแบ่งถนนทางขวาไว้จนตลอดทางโค้ง

71. ระวังหลุดโค้ง ปรกติทางโค้งจะมีทั้งป้ายจราจรเตือนล่วงหน้า และมีเสาหลักปักตามระยะโค้งแต่หากผู้ขับขี่ไม่ควบคุมความเร็วเข้าโค้งด้วยความเร็ว โค้งธรรมดาก็จะกลายเป็นโค้งหักศอกให้ได้รับอันตรายให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ

72. ความดันลมของยางสัมพันธ์กับพวงมาลัย ยางรถยนต์จะต้องมีความดันลมในปริมาณพอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไปถ้ามากไปทำให้ยากสึกหรอ ไม่ยึดถนนและลื่นไถลทางโค้งแต่หากความดันลมยางน้อยไปจะทำให้ยางร้อนจัดยางไม่เกาะถนนและสึกหรอง่าย สังเกตว่าความดันลมยางน้อยไปเมื่อพวงมาลัยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

73. เบรคบนทางโค้งอันตราย! ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบรคบนถนนทางโค้งเพราะจะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัว และมีแนวโน้มลื่นไถลหลุดโค้งออกไป

74. รถใหญ่บังรถเล็กรถใหญ่ที่วิ่งตามทางแยกอาจบังรถเล็กอีกคันที่กำลังแซงขึ้นมา หากเราตัดสินใจเลี้ยวออกจากทางแยกแบบปัจจุบันทันด่วน โดยไม่ระวังให้ดีอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

75. ถอยหลังทางไหนหมุนพวงมาลัยทางนั้น การถอยหลังรถแรก ๆ อาจจะดูไม่ถนัด ต้องอาศัยประสบการณ์ โดยมีเคล็ดลับอยู่ว่าจะให้ส่วนท้ายของรถหันไปทางไหนก็หมุนพวงมาลัยไปทางนั้น ส่วนผู้ขับก็เอี้ยวตัวไปดูข้างหลังโดยมือถือพวงมาลัยมือหนึ่ง อีกมือพาดบนพนักพิงผู้โดยสาร

76. ข้อห้ามของการถอยหลังอย่าใช้วิธีกลับรถโดยการถอยหลังจากถนนซอยสู่ถนนใหญ่ เมื่อไม่แน่ใจว่าปลอดภัย อย่าถอยหลังและอย่าถอยหลังเป็นระยะทางไกล ๆ โดยไม่จำเป็น

77. ไฟเขียวให้รีบไปแน่หรือ การขับรถบริเวณทางแยกที่มีไฟจราจรกำกับและเป็นไฟเขียวอยู่ ไม่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งให้ทันสัญญาณไฟ ควรสังเกตดูว่าไฟเขียวนั้นนานแค่ไหน แล้วสังเกตดูว่ารถจากถนนฝั่งหนึ่ง มีแถวยาวเท่าใน และควรขับรถเว้นระยะกับรถคันหลังดูว่าหากเบรคกะทันหัน กรณีไม่ทันไฟเขียว แล้วคุณจะไม่ถูกชนท้าย

78. รีบร้อนไปไหนยังไฟแดงอยู่เลย ผู้ขับขี่หลายรายต้องเสียอกเสียใจทุกวันนี้ เพราะประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากชอบออกรถในขณะที่สัญญาณไฟยังเป็นไฟแดงหรือเหลืองอยู่ โดยคาดเดาล่วงหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจร ในขณะที่รถอีกฝั่งยังไฟแดงอาศัยลูกติดพันจากไฟเขียว ผลก็คือ ประสานงากันจังเบ้อเริ่ม เดือดร้อนกันทั่วหน้า

79.ถูกจี้ท้ายและเตือนด้วยไฟสูงต่ำหลายคนคงเคยเจอนักเลงกลางถนน โดยขับขี่อยู่ ดี ๆ ก็มีรถคันอื่นมาจี้ท้าย แถมใช้ไฟสูงต่ำยิงใส่ท้ายรถอย่าตกใจและห้ามตอบโต้เด็ดขาด เพียงแต่ค่อย ๆ เปลี่ยนช่องจราจรไปทางซ้าย เพื่อให้เกิดช่องว่างให้รถคันหลังผ่านไปได้

80.ไม่แตะเบรกขณะรถลื่นไถล กรณีรถขาดการทรงตัว เมื่อเจอสภาพถนนมีน้ำมันเกลื่อนกลาดอย่าตกใจยกเท้าออกจากคันเร่งและหมุนพวงมาลัยไปในทิศทางเดียวกับทิศทางการลื่นไถลโดยห้าม แตะเบรคโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

81. ปล่อยให้เขาแทรกบ้างเพื่อน้ำใจ การขับรถบนท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณที่มีรถติดการขอเข้าแทรกของรถคันอื่นข้างหน้า เราจะเจอบ่อยครั้งหากเราอารมณ์เย็นสักหน่อยพยายามมองโลกในแง่ดีปล่อยให้เขาแทรกเข้าไปบ้าง ก็จะทำให้การใช้ถนนของคุณวันนั้นราบรื่น ไม่ต้องคอยฟังเสียงอาฆาตมาดร้ายจากรถคันอื่นให้เสียอารมณ์เปล่า ๆ

82. มีปัญหากับจราจร การใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงไม่ให้มีปัญหา กับตำรวจจราจรนั้นยากมาก เมื่อถูกเรียกให้รถคุณหยุดข้างทาง และกำลังจะแจ้งข้อกล่าวหา คุณไม่ควรแสดงอาการต่อต้านโต้เถียงรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ควรพูดคำสุภาพควบคุมมารยาทเอาไว้เหตุร้ายอาจกลายเป็นดีได้

83. วิ่งไปอุ่นไป...เงินเหลือเก็บน้ำมันเหลือใช้ หลังจากสตาร์ทรถแล้ว ควรออกรถด้วยการขับความเร็วต่ำไปสักรอบ 1 -2 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นการอุ่นเครื่องไปในตัวไม่สิ้นเปลืองน้ำมันและยังประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย

84. บรื้น-เอี๊ยด...ทั้งซด ทั้งแพง ใช่ว่าจะเท่ห์เพราะทุกครั้งที่ท่านขับรถแบบกระชาก หรือเบรกแรงนั้นสิ้นเปลืองทันตาเห็น ทั้งเครื่องยนต์จะพังแถมยังอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าเดิมถึง 30%

85.ขับฉลาด...ประหยัดแบบนิ่มๆ ขับโดยรักษาระดับความเร็วให้สม่ำเสมอ หรือขับรถโดยใช้รอบเครื่องยนต์ในระดับที่ให้แรงบิดสูงสุด จะเป็นระดับที่ให้ความประหยัดน้ำมันสูงสุด พร้อมทั้งยังปลอดภัยทั้งคนขับและคนนั่ง

86. รางวัลแด่คนชอบ...เบิ้ล ยิ่งเบิ้ล-ยิ่งซด ท่านควรจะ ลด-ละ-เลิก พฤติกรรมแบบนี้เสียเถอะไม่ว่าจะเบิ้ลทุกครั้งระหว่างเปลี่ยนเกียร์หรือระหว่างเกียร์ว่าง เพราะมันจะซดน้ำมันมหาศาลเชียว แถมเครื่องยนต์ก็จะพังก่อนวัยอันควรอีกด้วย

87. ยิ่งเลี้ยง...ยิ่งซด ทุกครั้งที่เลี้ยงคลัตช์ เครื่องยนต์จะยิ่งซดน้ำมัน แถมสึกหรอเร็วขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ชะลอรถควรใช้วิธีชะลอความเร็วก่อนจึงค่อยเหยียบคลัตช์เมื่อรถใกล้หยุด จะช่วยยืดอายุคลัตช์ให้ยาวนานขึ้น
88. .เร็วเกียร์สูง...ช้าเกียร์ต่ำ ไม่ควรลากเกียร์ต่ำนานๆ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานหนักกินน้ำมันมาก ควรเข้าเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว คือ เกียร์ 1 และ 2 เหมาะกับความเร็วต่ำ ส่วนเกียร์ 3 , 4 และเกียร์ 5 เหมาะกับความเร็วสูง แล้วอย่าลืมออกรถทุกครั้งควรใช้เกียร์ 1

89. บรรทุกเกินตัว...ทั้งซด ทั้งพัง การจัดวางสัมภาระให้สมดุลลงด้านกึ่งกลางของตัวรถไม่ควรทิ้งน้ำหนักลงด้านหลังมากเกินไปจนหน้าเชิดเพราะจะทำให้การควบคุมรถเป็นไปได้ลำบาก ทางที่ดีไม่ควรทารุณรถโดยการบรรทุกเกินพิกัด เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่าง ต้องรับภาระหนักขึ้นตามน้ำหนักที่บรรทุกเพิ่มขึ้นมา ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันและสึกหรอสูงอีกทั้งยังเป็นอันตรายต่อการควบคุมการขับขี่และเพื่อนร่วมท้องถนน

90. ยิ่งหนาว...ยิ่งแพง หลายท่านเปิดแอร์ซะจนหนาวเหมือนอยู่บนยอดเขา ทางที่ดีควรปรับระดับความเย็นของเครื่องปรับอากาศแต่พอเหมาะสัมพันธ์กับแรงลม จะช่วยประหยัดค่าน้ำมันแน่นอนและยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศให้รับใช้ท่านไปนานๆ

91. จอดติดเครื่อง...ทำลายสิ่งแวดล้อม ทุกครั้งที่จะจอดรถลงไปทำธุระหรือซื้อของนานๆ ไม่ควรติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ เพราะนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันและปล่อยอากาศเป็นพิษทำลายสภาพแวดล้อมแล้วยังผิดกฎหมายอาจโดนจับปรับอีกด้วย ยิ่งเป็นในย่านชุมชนท่านอาจจะถูกผู้อื่นรังเกียจกับพฤติกรรมแบบนี้
92. แต่งรถสวย...แต่ไปช้า หลายท่านอาจจะพิสมัยกับการตกแต่งรถของท่านด้วยสารพัดอุปกรณ์จนบางครั้งก็เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ต้องรับภาระที่เพิ่มขึ้นตามน้ำหนักของอุปกรณ์ อีกทั้งอุปกรณ์บางประเภทยังทำให้เกิดการต้านลมขณะวิ่งกินน้ำมันเพิ่มอีกเท่าตัว

93.จอดรถตากน้ำค้าง... อันตราย.. ระวังสีด้าน ให้หาที่กำบังให้กับรถสักหน่อย อย่าจอดใต้ต้นไม้ เพราะว่าน้ำที่ค้างบนใบไม้ จะตกมาเยอะ และเคลือบสีเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นทำลายแผ่นแลคเกอร์ของรถ อย่าให้มีคราบน้ำค้าง ซึ่งมีมลภาวะปลอมปนอยู่ แล้วพอมันแห้ง มันก็หมักหมมอยู่บนรถ.. แล้วมันจะกัดกินสีรถได้เร็วขึ้น

94 .ยางมะม่วง กับ สีรถ... สำหรับยางมะม่วงนั้น ... คนที่รักความเงางามของรถ. จะถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจเลยละครับ .. เนื่องจากว่ายางมะม่วงนั้น เมื่ออยู่บนผิวสีรถแล้ว จะเป็นตัวที่ทำลายสีรถได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ถูกขจัดออกไปอย่าง

95. วิธีสังเกตว่าโดนยางมะม่วงหรือไม่ ก็คือ ยางมะม่วงจะเป็นน้ำใส ๆ เหนียว ถ้าสังเกตเห็นบนสีรถหรือกระจกละก็ .. อย่ารอช้า.. เข้าศูนย์บริการล้างรถ หรือล้างเองโดยด่วนเลยครับ อย่าคิดว่าไม่เป็นไร .. อีก 2 วันค่อยล้างก็ได้ .. อันนี้ จะทำให้สีรถคุณได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก

96. แมลงที่ติดหน้ารถ.. ล้างออกด้วยน้ำเปล่า โดยเร็วเมื่อถึงที่หมาย จะเข้าล้างรถที่คาร์แคร์ หรือล้างเองที่จุดหมายก็ได้ ถ้าล้างเองก็หาสายยางฉีดน้ำไล่ฝุ่นหรือกรวดก่อน แล้วใช้ผ้าชามัวร์ ค่อยๆ ลูบส่วนที่มีแมลงออกให้หมด

97. อย่าปล่อยให้ซากแมลงติดอยู่บนสีรถนานเกินไป เพราะถ้านานเกินไป จะทำให้แมลงติดแน่นอยู่บนสีรถ ซึ่งจะเอาออกยากมาก .. จนบางรายต้องทำสีที่กันชนใหม่ เพราะล้างซากแมลงไม่ออก

98..ท่านสามารถปกป้องรถจากการเกาะแน่นของแมลงมาให้ลองทำดูทำได้ด้วยตนเองง่าย ๆ ก่อนออกต่างจังหวัดยาว ๆ ให้เอาน้ำยาเคลือบสีที่มีอยู่ เคลือบเฉพาะบางส่วน ได้แก่ หน้าปะทะแมลงทั้งหลาย คือ กันชนหน้า ฝากระโปรงหน้า ไฟหน้า กระจกมองข้าง กระจกหน้ารถ เพื่อให้ผิวสีได้รับการปกป้องจากการกัดของซากแมลง

96. การเคลือบสีเพื่อให้ ผิวสีมีความลื่น เมื่อแมลงเกาะจะได้ไม่ติดแน่นมากเกินไป และทำให้ล้างเอาซากแมลงออกไม่ยาก รวมทั้งพวกยางมะตอยด้วย

97..ฉีดน้ำให้แรงที่สุด เพื่อให้คราบฝุ่น ขี้ดิน หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยแชมพู ควรล้างรถจากส่วนบน ลงล่าง โดยการใช้ผ้านุ่ม เช่นผ้าสำลี ซึ่งควรคะนำมาแช่น้ำไว้สัก 3 คืน และถ้าใส่ น้ำยาปรับผ้านุ่มได้ยิ่งดีครับ

98.อย่าใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะอาจจะมีเม็ดกรวดทรายฝังตัวอยู่ในรูฟองน้ำ มันจะทำให้คุณเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

99. อย่าล้างรถกลางแดด เพราะแดด จะทำให้น้ำบนรถแห้งเร็ว และเกิดคราบน้ำขึ้น ควรหาบริเวณที่มีร่มจะดีกว่า

100. .การล้างรถโดยใช้ถังใส่น้ำล้าง การล้างรถแบบนี้ ควรจะเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ มิฉะนั้น สิ่งสกปรกที่ผสมอยู่ในน้ำ อาจทำให้เกิดริ้วรอยขีดข่วนบนรถได้ (วิธีการนี้ ไม่แนะนำให้ทำ …. แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องหมั่นซักผ้าและเปลี่ยนน้ำ)

1 ความคิดเห็น:

ศึกษาต่อออสเตรเลีย กล่าวว่า...

ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความดี ๆ